M.A.S.L. คืออะไร ระดับความสูงนั้นสำคัญไฉน

Share on facebook
Share on twitter

หลายคนที่นิยมและชื่นชอบการดื่มกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณชื่นชอบการดื่มกาแฟสเปเชียลตี้ทั้งหลาย ที่ผ่านการคั่วมาอย่างประณีต ทุกครั้งที่เราดูฉลาก หรือลองสังเกตข้างถุงกาแฟดู เราจะพบข้อมูลมากมายที่บ่งบอกอยู่ข้างในนั้น ส่วนมากเราจะเห็นประเทศต้นทาง รวมทั้งอาจเห็นภูมิภาคที่ใช้ในการปลูกกาแฟด้วย นอกจากนี้ส่วนมากยังมี taste note คอยเป็นไกด์ให้เรา ว่าเราจะได้รสชาติอะไรจากการที่ดื่มกาแฟถูกนี้ รสชาติที่มีการบอกใบ้มาให้เรานี่ หลายครั้งเป็นรสชาติต้นทางที่มาจากไร่กาแฟโดยตรง และหลายครั้งก็มาจากโรงคั่วกาแฟ ที่ทำการคัพปิ้งกาแฟด้วยตนเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับกาแฟซิงเกิลออริจินนั้น มีอีกข้อมูลหนึ่งที่จะเผยให้เราเห็นด้วย นั่นคือระดับความสูงที่ใช้ในการปลูกกาแฟ โดยจะเป็นสัญลักษณ์ M.A.S.L. หรือ Metres Above Sea Level แปลเป็นไทยก็คือ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลนั่นเอง

สิ่งนี้มีความหมายอะไรกับเครื่องดื่มของเรา ในฐานะผู้ที่ดื่มกาแฟ เราควรจะรู้เรื่องนี้ไว้บ้าง การที่กาแฟปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลอย่างไรต่อเครื่องดื่มของเรา หากเราถามบาริสต้า บาริสต้าจะบอกว่า ยิ่งระดับความสูงที่สูงมากยิ่งขึ้น กาแฟที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแบบนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร แต่การที่ปลูกกาแฟในที่สูง มีสิ่งที่ซับซ้อนกว่าการที่มีคุณภาพสูง เราจะมาดูกันว่า อย่างอื่นที่มีการเปลี่ยนแปลงไป หากเราปลูกกาแฟในอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือต่ำลงคืออะไร มันมีการพัฒนารสชาติในรูปแบบไหน ที่ทำให้กาแฟของเรามีความแตกต่างกัน

Coffee Farm View

ระดับความสูงในการปลูก M.A.S.L. สิ่งที่บ่งบอกถึงคุณภาพของกาแฟ

ระดับความสูงที่เราใช้ในการปลูกกาแฟ หรือ M.A.S.L. นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับรสชาติของกาแฟอย่างแน่นอน กาแฟของเราอาจจะมีความหวาน และมีความซับซ้อนที่มากกว่า หากปลูกบนพื้นที่ที่สูงกว่า แล้วการที่ปลูกในพื้นที่ที่สูงขึ้นนั้น เหตุใดจึงทำให้กาแฟของเราคุณภาพดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น รสชาติมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น กุญแจสำคัญแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ในระดับความสูง แต่กุญแจสำคัญที่ทำให้กาแฟคุณภาพดีและอร่อยกว่า คือเรื่องของอุณหภูมิ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุณหภูมิ กับการเจริญเติบโตของกาแฟกันก่อน โดยปกติแล้วที่อุณหภูมิต่ำ กาแฟของเราจะเติบโตได้ช้ากว่า หากมองให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ เราจะมาดูกันที่การคั่วกาแฟ เมล็ดกาแฟที่เรานำไปคั่วในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า เมล็ดกาแฟจะค่อย ๆ สุกทีละน้อย นั่นหมายความว่า ทั้งเรื่องของการคั่วกาแฟ และการนำกาแฟไปปลูกในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำลง จะทำให้กาแฟมีระยะเวลาในการพัฒนารสชาติที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

ถึงแม้จะดูเป็นข้อดี ที่การปลูกกาแฟในอุณหภูมิต่ำ ทำให้กาแฟมีรสชาติที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมันมีเวลาในการพัฒนารสชาติภายในเมล็ด แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน ข้อเสียของการปลูกกาแฟในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำนั่นก็คือ ต้นกาแฟของเราจะให้ผลผลิตที่น้อยลง อีกทั้งยังต้องการการใส่ใจดูแลมากยิ่งขึ้นด้วย และการที่ใช้เวลานานขึ้น ทำให้ต้องยืดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวไปอีก ดังนั้นในการปลูกกาแฟ เราจึงสามารถกล่าวได้เลยว่า กาแฟไม่ควรถูกปลูกในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิอบอุ่นเกินไป ในทางกลับกัน เราก็ไม่ควรปลูกกาแฟในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็นจนเกินไปเหมือนกัน แต่อย่างที่เรากล่าวไปแล้ว โดยปกติทั่วไป กาแฟที่ถูกปลูกในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า จะมีรสชาติที่ค่อนข้างดีกว่า

ไม่ใช่แค่ว่า ยิ่งเย็นยิ่งดี

และยิ่งเป็นในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็นขึ้น ก็มีอีกข้อดีที่แฝงลงไปในนั้นอยู่ด้วย คือบรรดาศัตรูพืช และโรคภัยในกาแฟต่าง ๆ อาจจะมีการพัฒนาและเติบโตได้ยากขึ้น อย่างโรคสนิมในใบกาแฟ ซึ่งจะเป็นเชื้อราไปทำลายใบของต้นกาแฟ สิ่งนี้จะช่วยกันไม่ให้ใบกาแฟ ได้ทำการสังเคราะห์แสง และรับพลังงานที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ซึ่งจะทำให้ต้นกาแฟแข็งแรง

เคยเกิดเหตุการณ์การระบาดครั้งใหญ่ในช่วงปี 2012 เพียงแค่โรคสนิมในใบอย่างเดียว ได้ทำลายล้างชุมชนกาแฟในละตินอเมริกา ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น โรคสนิมในใบกาแฟที่ว่ามานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ความเปราะบาง และความอ่อนแอของต้นกาแฟเพียงเท่านั้น หนึ่งในสาเหตุที่เกิดโรคนี้ คืออุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราเหล่านี้ด้วย

อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการเจริญเติบโตของโรคสนิมในใบกาแฟ คืออยู่ที่อุณหภูมิระหว่าง 21-25 องศาเซลเซียส และเชื้อราเหล่านี้ จะไม่สามารถอยู่รอดได้หากอุณหภูมิต่ำลง อยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส แต่ถึงอย่างนั้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการปลูกกาแฟ ก็อยู่ที่ประมาณ 17-23 องศาเซลเซียส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งอุณหภูมิต่ำลงจะยิ่งสามารถปลูกกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กาแฟนั้น จะน้อยลง ที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสลงไป และอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถึงแม้การปลูกกาแฟจะมีอุณหภูมิในการปลูกที่เหมาะสม แต่กับสนิมในใบกาแฟ ยิ่งอุณหภูมิต่ำลงเท่าไหร่ เชื้อรานี้ก็จะอ่อนแอลงเท่านั้น

มีอีกศัตรูตัวร้ายหนึ่งของพืชผลกาแฟ นั่นคือมอดกาแฟ ซึ่งในอดีตเคยสร้างความเสียหายกว่าหลายล้านดอลลาร์ ศัตรูพืชตัวนี้ จะเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส อยู่ในช่วงที่อากาศอบอุ่น (ข้อมูลจากการศึกษาในปี 2009)

บรรดาไร่กาแฟ ที่อยู่นอกระยะอุณหภูมิการเติบโตของบรรดาโรคภัยและศัตรูพืชนี้ (และโดยปกติมักเป็นไร่กาแฟที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่สูงขึ้น) มีโอกาสน้อยที่จะได้รับผลกระทบจากโรคสนิมในใบกาแฟ มอดกาแฟ และบรรดาศัตรูพืชอื่น พวกมันจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในสภาพอากาศที่เย็นมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้ทำให้ข้อบกพร่องในต้นกาแฟมีน้อยลง รสชาติที่ไม่พึงประสงค์อันเกิดจากการทำลายของแมลงและศัตรูพืชเหล่านี้ก็น้อยลงด้วย นั่นเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ต้นกาแฟ มีสุขภาพที่ดี และผลผลิตที่ได้ก็ออกมาดีเยี่ยมด้วย

ไม่ใช่ว่ากาแฟทุกพันธุ์ จะมีความไวต่อโรคสนิมในใบกาแฟ กาแฟบางพันธุ์ หรือกาแฟบางสายพันธุ์เอง ก็มีความทนทานต่อการเกิดโรคและศัตรูพืชเหล่านี้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรสชาติที่พึงประสงค์น้อยลง อย่างกาแฟโรบัสต้า เรารู้กันอยู่แล้วในเรื่องของความทนทานต่อศัตรูพืชและโรคภัย แต่ก็ต้องแลกมากับรสชาติที่ค่อนข้างมีความขม และบอดี้ที่ค่อนข้างหนัก หลายคนถึงกับดื่มกันไม่ได้เลยทีเดียว 

ซึ่งพันธุ์กาแฟ ถึงแม้จะเป็นอาราบิก้า แต่ก็มีความทนทานต่อการเกิดโรคเหล่านี้และศัตรูพืชด้วย เหล่านี้อาจเป็นลูกผสมของโรบัสต้า ถึงแม้ว่าจะได้ภูมิต้านทานของโรบัสต้าเข้ามา สิ่งที่ได้ตามมาอีกอย่างคือรสชาติและกลิ่นของโรบัสต้า และด้วยเหตุนี้เอง ผู้ผลิตที่สามารถปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงได้ จึงนิยมเลือกพันธุ์กาแฟที่ค่อนข้างมีคุณภาพสูง แต่มีความทนทานน้อยกว่ามาปลูกแทน เนื่องจากบนที่สูงกว่า อาจจะไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องของแมลงและศัตรูพืชเท่ากับข้างล่าง

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน ระดับความสูงที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อทั้งเรื่องของอุณหภูมิ แมลงและศัตรูพืช รวมถึงอีกหลากหลายอย่างด้วยกัน ที่จะส่งผลต่อรสชาติของกาแฟโดยตรง แต่อย่างที่บอกไปว่า เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นเราจึงมักทำให้เรื่องมันง่ายขึ้น โดยการบอกไปเลยว่า ยิ่งปลูกบนพื้นที่สูงเท่าไหร่ กาแฟก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่…บางครั้งมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริง ๆ

process coffee beans

ระดับความสูงที่ต่ำกว่า

เรารู้กันแล้วว่า ยิ่งระดับความสูงที่สูงขึ้น มันส่งผลต่ออุณหภูมิของพื้นที่นั้น เรื่องของละติจูด หรือระยะเส้นศูนย์สูตร ก็เช่นเดียวกัน สิ่งนี้ก็มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของกาแฟเช่นเดียวกัน ให้เราลองนึกถึงประเทศโคลอมเบีย ที่เป็นประเทศที่สามารถปลูกกาแฟคุณภาพสูงได้ ไร่กาแฟอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น Nariño ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรเพียงแค่ระยะ 100 ไมล์เท่านั้น และจากรายงานของสหพันธ์ผู้ปลูกกาแฟในโคลอมเบีย กาแฟของที่นี่ มีระดับความสูงอยู่ที่ประมาณ 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กาแฟมีระดับความเป็นกรดที่สูง มีรสหวาน และมีกลิ่นหอมชัดเจน ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือคุณสมบัติของกาแฟชั้นเยี่ยม ที่หลายคนมักจะพึงใจ

แต่ถ้าเราไปยังสถานที่ถัดไป Cerrado Mineiro ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของบราซิล ภูมิภาคนี้ตั้งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากกว่า Nariño ถึงประมาณสิบห้าเท่า พบว่าระดับความสูงของไร่กาแฟที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นี้ ตั้งอยู่บนระดับความสูงที่ต่ำกว่ามาก คืออยู่ที่ระยะระหว่าง 800-1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเท่านั้น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่นี้ อยู่ที่ประมาณ 23 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกกาแฟอยู่ กาแฟที่ได้จากที่นี่ ก็ยังมีรสชาติที่ดี และนับได้ว่าเป็นกาแฟคุณภาพเช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ระดับความสูงแตกต่างกันมาก

ไม่ใช่แค่รักติจูดเท่านั้น ที่จะมาส่งผลต่ออุณหภูมิในพื้นที่นั้น ๆ หมู่เกาะกาลาปากอส อยู่คร่อมเส้นศูนย์สูตร ไร่กาแฟของที่นั่น มีความสูงอยู่เพียงแค่ 200-300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถึงอย่างนั้นบนสถานที่แห่งนี้ ก็ยังมีอุณหภูมิอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ Cerrado Mineiro ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีกระแสน้ำ Humboldt พัดเอาอากาศเย็นจากประเทศชิลีและเปรู เข้ามาสู่หมู่เกาะ ด้วยเหตุนี้เองกาแฟจากที่นี่ จึงมีรสชาติค่อนข้างหวาน บอดี้อยู่ในระดับปานกลาง และเต็มไปด้วยกลิ่นคาราเมล ซึ่งก็นับว่าเป็นกาแฟที่ดีไม่น้อย

ดังนั้นแล้ว หากเราเอาระดับความสูงในการปลูกกาแฟ มาทำการตัดสินคุณภาพของกาแฟ ก็นับว่าเป็นอะไรที่ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก แต่เราก็ไม่อาจเถียงได้ว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แม้ว่าโดยทั่วไป ระดับความสูงที่ใช้สำหรับการปลูกกาแฟนี้ จะสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของกาแฟได้ แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับบริบทที่ถูกต้องอื่นด้วย ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ละติจูดสำหรับปลูกกาแฟ สภาพอากาศท้องถิ่นในบริเวณนั้น และปัจจัยอื่นอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ดังนั้นแล้ว เราไม่ควรที่จะน้ำกาแฟของแต่ละที่ ซึ่งถูกปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกัน มาเปรียบเทียบกันได้ อย่างกาแฟจากฮาวาย มาเปรียบเทียบกับกาแฟจากเวเนซุเอลา หรือนำกาแฟอินโด มาเปรียบเทียบกับกาแฟเยเมน

พอมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะมองจุดสำคัญใดจุดหนึ่ง คือเรื่องของอุณหภูมิ ซึ่งน่าจะมีความสำคัญ และเห็นภาพมากกว่า แต่ทำไมเราจึงใช้เกณฑ์การตัดสินในเรื่องของระดับความสูงที่ใช้ในการปลูก มากกว่าสนใจในเรื่องของอุณหภูมิการปลูก นั่นก็เป็นเพราะว่า อุณหภูมิมีความผันผวนได้ง่าย หากฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิก็สามารถที่จะเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ต้องนับถึงฤดูกาล บางพื้นที่เพียงแค่ในวันเดียวกัน หรือแม้แต่ในชั่วโมงเดียวกัน อุณหภูมิก็เปลี่ยนไปแล้ว หากอุณหภูมิของเรานิ่ง เราจะรู้ได้ในทันทีว่า เมล็ดกาแฟของเราต้องใช้เวลาในการเติบโตแค่ไหน เติบโตในอัตราที่เร็วมากเท่าไหร่ ส่งผลต่อรสชาติ กลิ่น และรสสัมผัสของกาแฟของเราอย่างไร และไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือจะนำไปคั่วอย่างไรให้กาแฟออกมาชูศักยภาพของมันมากที่สุด

ความเร็วในการพัฒนารสชาติ มีผลต่อเมล็ดกาแฟอย่างไร

สำหรับโรสเตอร์ หรือผู้คั่วกาแฟนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องดู มากกว่าเรื่องของอุณหภูมิ หรือเรื่องของระดับความสูงสำหรับการปลูกกาแฟ คือเรื่องของความหนาแน่น หรือความแข็งของเมล็ดกาแฟมากกว่า เมล็ดกาแฟที่มีการพัฒนารสชาติอย่างช้า เมล็ดจะมีความแข็งมากกว่า หรือก็คือมีความหนาแน่นสูงกว่านั่นเอง กลับกันเมล็ดที่มีการพัฒนารสชาติอย่างรวดเร็ว เมล็ดกาแฟจะมีความนิ่มกว่า ความหนาแน่นของเมล็ดก็จะต่ำกว่าด้วย

แต่ในอุตสาหกรรมกาแฟ ก็ไม่ได้มีหน่วยที่ใช้ในการวัดระดับความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟ แต่ในบางประเทศ ก็มีการเรียกระดับความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟที่แตกต่างกันออกไป โดยก็ยังคงยึดโยงกับระดับความสูงที่ใช้ในการปลูกกาแฟอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น hard bean หรือstrictly hard bean แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไปสู่ปัญหาเดิมๆก็คือ เราไม่สามารถที่จะจำกัดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ว่าระดับความสูงเท่าไหร่ เมล็ดกาแฟของเราจะมีความหนาแน่นมากเท่าไหร่ ระดับความสูงที่เหมาะสม ก็ยังคงจะแตกต่างกันออกไป ในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคสำหรับการปลูกกาแฟเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าจะวัดระดับความสูง กับระดับของความหนาแน่นในเมล็ดกาแฟได้ยาก แต่ดูในเรื่องของความหนาแน่น การพยายามเปรียบเทียบความหนาแน่นนี้ น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า ที่จะบ่งชี้ถึงคุณภาพของเมล็ดกาแฟ อย่างน้อยก็ในฐานะผู้คั่วกาแฟ เพราะหากมองในจุดนี้ อย่างที่บอกไปว่าการนำระดับความสูงที่ใช้ในการปลูกมาเป็นเกณฑ์ และบอกถึงคุณภาพของกาแฟ น่าจะเป็นอะไรที่ยากมากกว่า

เรื่องของความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟ หากเป็นในฐานะของโรสเตอร์ จำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลในส่วนนี้ อย่างน้อยก็มีความจำเป็นต้องรู้มากกว่าผู้ค้า บาริสต้า และผู้บริโภค การพัฒนารสชาติที่ช้าลงของเมล็ดกาแฟ ไม่เพียงแค่ส่งผลให้รสชาติของกาแฟมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเพียงเท่านั้น มันยังส่งผลต่อองค์ประกอบทางกายภาพของเมล็ดกาแฟด้วยเหมือนกัน ดังนั้นจึงอาจสังเกตจากภายนอกได้ ถึงความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟของเรา

กรีนบีนที่ยังไม่ได้ผ่านการคั่ว หากมีความหนาแน่นต่ำ มักจะมีเส้นรอยแยกเปิดออก ในทางกลับกัน หากเป็นเมล็ดที่มีความหนาแน่นอยู่สูง รอยแยกนี้ก็จะปิดออก และหากเรามองเข้าไปในเมล็ด เราจะเห็นความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้น หากเมล็ดกาแฟของเรามีความหนาแน่นต่ำกว่า ภายในจะมีช่องอากาศหรือรูพรุนมากกว่า นั่นหมายความว่า ในระหว่างกระบวนการคั่ว ความร้อนที่จะสามารถถ่ายเทลงไป จะช้าลงและไม่สม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ผู้คั่วจำเป็นที่จะต้องใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กาแฟเกิดการไหม้ และอาจเกิดรสชาติอันไม่พึงประสงค์ได้

ระดับความสูงในการปลูก ไม่ใช่ตัวชี้วัดถึงคุณภาพของกาแฟเพียงอย่างเดียว

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า เพียงแค่ระดับความสูงในการปลูกกาแฟ ก็ยังไม่ใช่ปัจจัยเดียว ที่สามารถจะบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของกาแฟนั้น แล้วอย่างนี้ระดับความสูงสำหรับการปลูกกาแฟ ในฐานะผู้ดื่มกาแฟควรจะให้ความสำคัญขนาดนั้นหรือไม่

Canephora-Robusta-Plant

สุดท้ายเราก็ต้องกลับไปมองจุดเดิมว่า กาแฟของเราจะมีความซับซ้อน ความละเอียดอ่อน หรือคุณภาพที่ดีเยี่ยมเท่าไหร่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ระดับความสูงในการปลูกเท่านั้น แต่เราก็ยังคงต้องกลับมามองอีกหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของสายพันธุ์ พันธุ์กาแฟ กรรมวิธีการดูแลและการปลูก การโปรเซส หากมองลึกลงไปก็ในเรื่องของคุณภาพดิน และสภาพอากาศในท้องถิ่น รวมถึงความแตกต่างในสภาพอากาศของแต่ละปี สภาวะในการเก็บรักษา และการส่งออกเมล็ดกาแฟ การคั่วกาแฟ และสุดท้ายที่มีความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการชงกาแฟก่อนที่จะมาถึงผู้บริโภคอย่างเรานั่นเอง ปัจจัยเหล่านี้ ก็นับได้ว่ามีความสำคัญที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเรื่องของความสูงในการปลูกเลย เป็นปัจจัยที่เราละเลยไม่ได้เป็นอันขาด

ท้ายที่สุด เมล็ดกาแฟจะมีการพัฒนารสชาติเร็วหรือช้า เหล่านี้มีผลกระทบต่อรสชาติของเครื่องดื่มของเราอย่างแน่นอน หากเราไม่คุยกันถึงเรื่องของการคั่ว ดังนั้น เรื่องของระดับความสูงที่ใช้ในการปลูกกาแฟ จึงเป็นสิ่งที่เรารู้ไว้ไม่เสียหายอะไร เพียงเท่านี้เราก็สามารถรู้ และเข้าใจกาแฟที่เราดื่มอยู่ได้มากขึ้นแล้ว และอย่าลืมว่า ไม่ใช่เพียงแค่ระดับความสูงเท่านั้น เรายังต้องเข้าใจบริบทในเรื่องของสภาพอากาศท้องถิ่น หรือสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ รวมถึงระยะของละติจูด หรือระยะของเส้นศูนย์สูตรสำหรับการปลูกกาแฟด้วย เรื่องนี้อาจเป็นเพื่อนที่หลายคนมองว่าไม่ได้สำคัญอะไร แต่อย่างน้อยการรู้ไว้ ก็อาจทำให้เราสนุกกับการดื่มกาแฟได้มากยิ่งขึ้น