ว่าด้วยเรื่องของ กาแฟอินฟิวส์ หรือกาแฟแต่งกลิ่น - กาแฟดอยไทย

ว่าด้วยเรื่องของ กาแฟอินฟิวส์ หรือกาแฟแต่งกลิ่น

โดยปกติธรรมดาแล้ว การโปรเซสกาแฟ จะมีอยู่ด้วยกันหลัก 3 วิธีการได้แก่ washed, naturalและ honey แต่ถึงอย่างนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นเทคนิคการโปรเซสกาแฟแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่มีความแปลกใหม่ ทำให้ได้รสชาติใหม่ในกาแฟเกิดขึ้น รวมถึงอาจจะชูรสชาติเดิมที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นด้วยก็ได้

ได้มีแกนนำวิทยาการใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมกาแฟ บางเทคนิคเป็นเทคนิคที่หยิบยืมมาจากอุตสาหกรรมอื่น อย่างมีการใช้เทคนิค หรือแนวทางจากอุตสาหกรรมการทำไวน์ เข้ามาใช้ในการทำกาแฟด้วย เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่ากาแฟแต่งกลิ่น หรือ กาแฟอินฟิวส์ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่โปรดปรานสำหรับใครหลายคน เนื่องจากรสชาติชัดเจนได้ง่ายๆ ดื่มสนุก

Romano with Shot

ในบทความนี้ เราจะมาคุยกัน ว่าการหมัก เพื่อทำให้เกิดการอินฟิวส์ สิ่งนี้เปลี่ยนวิธีการผลิตกาแฟอย่างไร และเหตุใดเกษตรกรจึงได้ทำกาแฟแต่งเปลี่ยนขึ้นมา การนำรสชาติอื่นเข้ามาในกาแฟนั้นมีจุดเริ่มต้นอย่างไร และมีข้อดีและข้อโต้แย้งอย่างไร

จุดเริ่มต้นของกาแฟแต่งกลิ่น

กาแฟแต่งกลิ่นนี้ เริ่มต้นให้เห็นครั้งแรก เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งก็นับว่าไม่ได้นานมากนัก ผู้ที่เริ่มต้นคิดค้นคือ Saša Šestić ซึ่งในตอนนั้นเขาได้เดินทางไปยังไร่กาแฟมากกว่า 200 แห่งทั่วโลก และได้ทดลองชิมกาแฟในไรที่แตกต่างกันกว่าหลายร้อยชนิด หลังจากที่เขาได้ทำการชิมกาแฟมากมายเหล่านี้ เขาได้พบความไม่สอดคล้องบางอย่าง คือถึงแม้จะใช้วิธีการในการผลิตกาแฟแบบเดียวกัน แต่มีรสชาติบางอย่างที่แตกต่างกัน

ถึงแม้กาแฟเหล่านี้จะได้รับการดูแลใส่ใจในรายละเอียดเหมือนกัน แต่รสชาติก็ยังคงไม่เหมือนกันอยู่ดี ซึ่งการที่รสชาติสม่ำเสมอ และเหมือนกันตลอดนี่เอง คือสิ่งที่ผู้ผลิตกาแฟพิเศษมองหา และจำเป็นจะต้องมีในผลิตภัณฑ์

ในตอนนั้น เขาจึงร่วมมือกับอุตสาหกรรมไวน์ ได้มีการศึกษาวิจัย ซึ่งงานวิจัยนี้ได้นำไปสู่การนำเสนอกาเเฟที่หมักแบบคาร์บอนิก เกิดขึ้นครั้งแรกบนเวทีโลก และได้ออกสู่สายตาสาธารณชน ในงาน World Barista Championship (WBC) ปี 2015

หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มมีการทดลองใช้กระบวนการหมักแบบคาร์บอนิก นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น เทคนิคถูกนำไปใช้หลากหลาย กับผู้ผลิตกาแฟหลายคนมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้มันทำให้เครื่องดื่มออกมายอดเยี่ยม และได้คะแนนคัพปิ้งอยู่ในระดับสูงขึ้นมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังขายกาแฟได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย

หลังจากที่เห็นว่า วิธีการใหม่นี้ทำให้กาแฟมีราคาสูงขึ้นได้ ผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็เริ่มนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และยิ่งมีงานแข่งขันต่างๆ การันตีคุณภาพของกาแฟที่ใช้เทคนิคการหมักแบบคาร์บอนิกนี้ จึงทำให้ผู้คน สามารถวางใจและใช้วิธีการนี้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันเปรียบเหมือนเทคนิคที่ช่วยยกระดับกาแฟให้ยอดเยี่ยมขึ้นอีกขั้นหนึ่งเลย

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการหรือเทคนิคนี้ ก็ยังถูกนำไปใช้กับกาแฟ ที่ปลูกอยู่บนพื้นที่ปลูกที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง จะเป็นอย่างไรหากใช้เทคนิคนี้ ในฟาร์มหรือพื้นที่ปลูกกาแฟที่ต่ำลงมา มันจะสามารถเพิ่มมูลค่าของกาแฟให้ได้หรือไม่ และเพื่อทดสอบสิ่งนี้ เราขอนำเสนอกาแฟจากฟาร์ม Finca El Arbol ในประเทศนิการากัว อยู่ที่ระดับความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

การทดลองอย่างต่อเนื่อง กับกระบวนการหมักแบบคาร์บอนิก

ตั้งแต่ปี 2015 ได้มีการทดลองอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการหมักแบบคาร์บอนิกที่ว่ามานี้ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการทดลอง และเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันมากกว่า 350 การทดลอง ที่ฟาร์ม Finca El Arbol เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเอาเสียเลย การพยายามใช้วิธีการที่แตกต่างกันมากมาย เพื่อศึกษาว่าเทคนิคการหมักแบบคาร์บอนิก มีผลอย่างไรต่อกาแฟที่แตกต่างกัน ได้มีการใช้พันธุ์กาแฟที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น Catimor และ Caturra ผลลัพธ์ที่ได้นั้นค่อนข้างที่จะคุ้มค่าอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากกระบวนการทดลองที่ว่ามานี้ ก็ได้มีการเปิดโรงงานสำหรับวิธีการหมักแบบนี้ กันอย่างเป็นจริงเป็นจังในประเทศนิการากัวใกล้กับฟาร์ม สิ่งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การโปรเซสกาแฟสำหรับคนใดคนนึงแล้ว แต่เป็นวิธีการ ที่ได้รับความนิยม และแพร่หลาย เปรียบเสมือนวิธีการโปรเซสเชิงทดลองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเลย มันทำให้กาแฟดูมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น คุณภาพยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น คะแนนการคัพปิ้งกาแฟโดยรวมดียิ่งขึ้น

หลายเดือนต่อมา ได้มีการผลิตกาแฟล็อตอื่นออกมา โดยใช้กาแฟพันธุ์ที่สามารถหาได้ทั่วไป และเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างมีคะแนนต่ำอยู่แล้ว อย่างเช่น Catimor และ Caturra แต่แล้วกาแฟทั้งสองนี้ กลับติดอันดับหนึ่งในสิบ ในการแข่งขัน Nicaragua Cup of Excellence

ในปัจจุบัน วิธีการหมักแบบคาร์บอนิกที่ว่ามานี้ เป็นวิธีการที่ถูกใช้โดยผู้ผลิตทั่วทั้งแถบ Bean Belt มีการนำวิธีการนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในฮอนดูรัส ปานามา หรือพื้นที่อื่นในประเทศนิการากัวเอง มีการทำงานร่วมกับไร่กาแฟมากกว่า 50 แห่งใน 10 ประเทศ โดยชัยพันธุ์กาแฟต่างกันมากกว่า 50 พันธุ์ ทำการทดลองมากกว่า 1,500 ครั้งเพื่อยกระดับกาแฟให้มากยิ่งขึ้น

Cinnamongate ต้นกำเนิด กาแฟอินฟิวส์

ในการทดลองทำการหมักแบบคาร์บอนิก จุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักนั้นถูกกำหนดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง โดยการควบคุมตัวแปรต่างๆมากมายในระหว่างกระบวนการหมัก ตัวแปรเหล่านี้ทั้งเรื่องของอุณหภูมิถังหมัก สภาพแวดล้อม เวลา ยีสต์ และแบคทีเรีย และยังมีตัวแปรเล็กยิบย่อยอีกมากมาย การที่ทำเช่นนั้น จะช่วยให้สามารถยกระดับรสชาติของกาแฟได้ ทำให้คะแนนของกาแฟนั้นสูงขึ้น ทำได้ถึงขั้นเปลี่ยนรสชาติเฉพาะเลยทีเดียว

Cup of cappuccino with Cinnamon

ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการที่จะปรับปรุง เรื่องของเนื้อสัมผัสกาแฟ เพิ่มให้มีความรู้สึกครีมมี่ในปากมากขึ้น อาจจะออกแบบได้โดยการหมัก ที่เน้นไปที่การใช้จุลินทรีย์ Bacillus subtilis และ Bacillus amyloliquefaciens จุลินทรีย์เหล่านี้จะผลิตสารประกอบคันสุดท้ายที่เรียกว่า acetoin ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับเนย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างในเรื่องของการหมัก ในการแข่งขัน WBC 2018 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม มีการนำเสนอกาแฟเอสเพรสโซ่ ที่มีกลิ่นของอบเชยที่โดดเด่น เมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับกาแฟ รสชาติที่ได้เปรียบสเหมือนกันกินอบเชยทั้งแท่งเข้าไปเลย เหตุผลที่เป็นแบบนั้น เนื่องจากว่าผู้เข้าประกวดใช้สิ่งที่เรียกว่า ยีสต์ชนิดพิเศษ ที่จะทำปฏิกิริยากับกาแฟ เพื่อให้ได้รสชาติเฉพาะที่เกิดขึ้นนี้ ยังมีการใช้กาแฟอบเชย เกิดขึ้นอีกครั้งในบอสตันปี 2019 ที่มีการใช้จุลินทรีย์พิเศษในระหว่างกระบวนการหมักเช่นเดียวกัน

จากงานประกวด 2 งานที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ กาแฟที่นำมาใช้เป็นกาแฟจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือจากคอสตาริกา แต่มาจากฟาร์มที่แตกต่างกัน ใช้พันธุ์กาแฟต่างกัน วิธีการโปรเซสก็แตกต่างกัน แต่กลับให้รสชาติอบเชยที่โดดเด่นเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใด แต่ค่อนข้างที่จะเป็นที่แน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าไม่ใช่เพียงแค่กระแสธรรมดาอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่จะได้รสชาติอบเชยเข้มข้น ที่จะหาได้ตามธรรมชาติในกาแฟอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีใด หรือใช้วิธีการหมักแบบใด แล้วทำอย่างไรจึงได้กาแฟอบเชยแบบนี้

การทำกาแฟอบเชย

หากต้องการกาแฟอบเชย ก็สามารถที่จะทำได้ง่ายๆที่บ้าน สิ่งที่เราต้องมีคือแก้วพลาสติก น้ำ สารกาแฟ แท่งอบเชย โดยทำการแช่สารกาแฟในน้ำ จากนั้นใส่แท่งอบเชยลงไป ปิดฝาทิ้งไว้ 3-5 วัน ในช่วงเวลานี้ เมล็ดกาแฟของเราจากทำการดูดซับน้ำที่ผสมกับอบเชยไว้ เพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติของอบเชยเกิดขึ้น น้ำกาแฟออกมา แล้วปล่อยให้แห้งจนมีความชื้นอยู่ที่ 11 เปอร์เซ็นต์ อาจจะใช้เครื่องลดความชื้น หรือเครื่องคั่ว ที่ตั้งอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส และค่อยๆปล่อยกาแฟให้แห้งอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้กาแฟอบเชย

แต่แนวทางปฏิบัติในการทำฟาร์ม ค่อนข้างที่จะต่างอยู่เล็กน้อย อาจมีการใช้กรด และวิธีการหมักอื่นๆ ยางในโคลอมเบียที่ส่งออกกาแฟอบเชย วิธีที่เขาใช้คือการหมักแบบ dry fermentation ในสภาพแวดล้อมแบบ aerobic หมักโดยการใช้กฎ tartaric และใส่แท่งอบเชยลงไป กาแฟอบเชยที่ว่านี่เอง ถือเป็นกาแฟอินฟิวส์ หรือกาแฟแต่งกลิ่นที่พบเห็นได้อย่างแรก

กาแฟแต่งกลิ่นอื่นๆ

ในปี 2019 ในประเทศเอกวาดอร์ ในการแข่งขันกาแฟแห่งหนึ่ง มีกาแฟที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นกาแฟที่มีกลิ่นหอมเข้มข้นของผลไม้เมืองร้อน รสชาติของเครื่องดื่มมีความฟรุตตี้ที่โดดเด่น จนกรรมการหลายคน จะต้องทำการตรวจสอบว่า สารกาแฟนี้สามารถที่จะสร้างรสชาติได้ถึงขนาดนี้หรือไม่ พวกเขาได้ทำการทดสอบหลายอย่าง และผู้เข้าแข่งขันก็ได้ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน เนื่องจากพบว่า มีการแต่งกลิ่นกาแฟอื่นลงไปด้วย

แต่ถึงจะถูกตัดสิทธิ์ แต่วิธีการนี้ก็นับเป็นวิธีการที่น่าสนใจ โดยผู้ผลิต ได้ทำการหมักกาแฟโดยใช้คาร์บอนนิก ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังได้ใส่กลิ่นของผลไม้เมืองร้อนในท้องถิ่น ทั้งระหว่างและหลังการหมัก เพื่อทำให้รสชาติและกลิ่นของผลไม้ พุ่งออกมาได้มากขนาดนี้

นอกจากนี้ในงานประกวดอีกหลายงาน ยังมีกาแฟที่มีรสชาติที่โดดเด่นได้มากถึงขนาดนี้เพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการหมักแบบคาร์บอนิก และมีการเพิ่มเสริมเอาวัตถุดิบอื่นใส่ลงไปเพิ่ม หรือการควบคุมปัจจัยอื่น นอกจากนี้ยังมีการหมักแบบที่ไม่ใช้ออกซิเจน ยกตัวอย่างเช่น มีการหมักเชอร์รี่แบบ anaerobic เป็นเวลากว่า 48 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส จากนั้น จะทำการหมักต่อเป็นเวลาอีก 96 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 18องศาเซลเซียส

มีแม้กระทั่งการใช้เทคนิคที่น่าสนใจที่เรียกว่า thermal shock กับกาแฟ วิธีการคือการล้างเยื่อเมือกกาแฟด้วยอุณหภูมิน้ำ 40 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการล้างอีกครั้งด้วยน้ำอุณหภูมิ 12องศาเซลเซียสก่อนที่จะปล่อยให้มันแห้ง

แต่ถึงแม้ว่าวิธีการเหล่านี้ จะเป็นวิธีการที่ให้ผลลัพธ์อย่างยอดเยี่ยม รสชาติกาแฟออกมาน่าสนใจ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดทำให้รสชาติของผลไม้เข้มข้นได้ขนาดนี้ ดังนั้นอาจจะต้องมีอะไร ที่ใส่ลงไปเพิ่ม หลังจากที่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม สุดท้ายก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ว่ากาแฟของผู้เข้าประกวดหรือผู้เข้าแข่งขันบางราย มีการใส่น้ำมันหอมระเหยลงไป หรือก็คือมีการแต่งกลิ่นนั่นเอง

ปัญหาที่เกิดขึ้นของกาแฟแต่งกลิ่น

 ถึงแม้ว่าผู้บริโภค จะไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการใส่กลิ่นหรือน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ลงไป บางคนกลับชื่นชอบด้วยซ้ำ แต่หากเป็นในแง่ของการแข่งขันกาแฟชิงแชมป์ระดับโลก ที่ระบุว่าการแข่งขัน จะต้องไม่ใส่สารเติมแต่งอื่น สารแต่งกลิ่น แต่งสี น้ำหอม หรือสารให้กลิ่นหอมอื่นลงไป ทั้งในระหว่างกระบวนการการเก็บเกี่ยว ตลอดไปจนถึงกระบวนการการสกัดกาแฟเลย

 ด้วยกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวด ดังนั้นตัวของผู้เข้าแข่งขันเอง จำเป็นต้องได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน จากเกษตรกรและผู้ปลูกกาแฟ เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกตัดสิทธิ์ในการแข่งขัน แต่ถึงอย่างนั้นในงานแข่งขันหลายงาน ก็ยังมีผู้ผลิตจำนวนมาก ที่ยังคงแต่งกลิ่น และรสชาติของกาแฟ เพื่อทำให้กาแฟมีรสชาติที่ชัดเจนได้มากถึงขนาดนี้ แนวโน้มกาแฟแต่งกลิ่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น สิ่งนี้ถึงจะเป็นประโยชน์ในแง่ของผู้บริโภค แต่ในแง่ของการแข่งขัน มันก็เป็นอะไรที่ไม่ดีมากนัก

 สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในงานแข่งขันกาแฟในอนาคต หากมีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก ที่ใช้กาแฟแต่งกลิ่นเหล่านี้ ในภาพรวมมันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่ออุตสาหกรรมกาแฟ วิธีการผลิตกาแฟที่หลากหลายเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาใหญ่คือการใช้น้ำมันหอมระเหย ใส่ลงไปในกาแฟเพื่อปรุงรสชาติ หากเป็นในตลาดกาแฟโลก กาแฟแบบนี้ได้รับความนิยมสูง ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเรื่องของความโปร่งใสและการให้ข้อมูลอย่างจริงใจ

 มีผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เลยทีเดียว ที่ชื่นชอบกาแฟแต่งกลิ่น แต่กลับไม่รู้เลยว่า กาแฟที่พวกเขาดื่มอยู่เป็นกาแฟที่ผ่านการแต่งกลิ่น ไม่ใช่กาแฟที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สิ่งนี้ จำเป็นจะต้องได้รับการตีแผ่ และได้รับการพูดถึงอย่างจริงใจ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาได้

Half Coffee Half Tea

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากาแฟของเราเป็นกาแฟแต่งกลิ่น

 มีหลายวิธีการที่เราจะตรวจสอบ ว่ากาแฟของเราเป็นกาแฟที่ผ่านการแต่งกลิ่นและรสชาติมาหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดและแม่นยำที่สุด คือการส่งไปตรวจในห้องแล็บ เพื่อทำการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ อย่างการใช้แก๊สโครมาโตกราฟี แต่หากเป็นผู้บริโภคกาแฟธรรมดา ก็คงไม่ส่งไปตรวจในแลป เพราะไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ อีกทั้งยังมีราคาที่สูงเอามากๆด้วย

 การคัพปิ้ง ก็อาจเป็นแนวทางที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่หากไม่มีประสบการณ์ ก็อาจจะแยกไม่ได้อยู่ ถึงอย่างนั้นก็เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายดายมากที่สุด และน่าหยิบมาทำมากที่สุด แต่อาจจะต้องทำ หรือตรวจสอบขณะที่ยังเป็นสารกาแฟไม่ได้ผ่านการคั่ว วิธีการมีดังนี้

  • ให้ทำการบดสารกาแฟ ด้วยเบอร์บดกาแฟที่หยาบมาก ใส่สารกาแฟลงไป 20 กรัมลงในแก้วคัพปิ้ง จากนั้นทำการเทน้ำ 40 องศาเซลเซียสลงไป แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10-15นาที
  • ลองทำการชิมรสชาติของเครื่องดื่ม หากมีกลิ่นของมะลิ กุหลาบ อบเชย หลุด หรือกลิ่นที่เสริมเติมเข้ามาแบบฟุ้ง ถึงแม้ว่าจะยังคงเป็นสารกาแฟ นั่นเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ากาแฟนี้เป็นกาแฟแต่งกลิ่น เนื่องจากกาแฟธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านการแต่งกลิ่น ไม่ควรจะให้รสชาติหรือกลิ่นออกมาได้จนกว่าจะผ่านกระบวนการคั่ว
  • จากนั้นให้ทดลองทำการคั่วกาแฟ จากนั้นนำมาชงดื่ม แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน หากสามารถ สัมผัสกับรสชาติแบบเดิมได้ และคุณลักษณะตามธรรมชาติของกาแฟออกมาน้อยลง ยิ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ากาแฟนี้เป็นกาแฟแต่งกลิ่น

 หนึ่งในข้อที่น่ากังวล ที่หลายคนอาจจะกังวลอยู่ คือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ที่ปลูกกาแฟโดยลงทุนในทรัพยากรพื้นฐานสูง นำพันธุ์กาแฟหายากมาปลูก เพื่อต้องการให้กาแฟมีราคาที่ดี อาจจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไปในอนาคตได้ กับการมาถึงของ กาแฟอินฟิวส์ จะปลูกกาแฟแพง กาแฟหายาก ที่ให้รสชาติและกลิ่นแบบพุ่งๆไปทำไม ในเมื่อสามารถแต่งกลิ่นกาแฟได้แบบง่ายๆ

 แต่มองอีกมุมนึง หากเรามองว่ามันเป็นคนละตลาดกัน การดื่มกาแฟแต่งกลิ่นเหล่านี้ ก็ไม่ได้แย่อะไรมากนัก ทั้งนี้ก็อยู่ที่ความคิดเห็นของแต่ละคนเลย

 ท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็เป็นวิธีการใหม่วิธีการหนึ่ง ในอุตสาหกรรมกาแฟยุคใหม่ สำหรับผู้เขียนส่วนตัวมองว่า กาแฟแต่งกลิ่นนั้นไม่ใช่เรื่องผิด สำคัญที่เรื่องของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และการให้ความรู้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า หากมีการตระหนักรู้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมกาแฟ สิ่งนี้จะเริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น และอาจจะกลายเป็นสิ่งธรรมดามากขึ้นในอนาคตก็ได้