ภาวะโลกร้อน กับผลกระทบต่อการปลูกกาแฟ - กาแฟดอยไทย

ภาวะโลกร้อน กับผลกระทบต่อการปลูกกาแฟ

เรื่องของ ภาวะโลกร้อน หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน นับว่าเป็นปัญหาน่ากังวล และผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกัน มันส่งผลกระทบต่ออนาคตทั้งใกล้และไกลเลย ผลกระทบของภาวะโลกร้อนก็มีอยู่ด้วยกันมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นไปด้วย และยังส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์เราในหลากหลายด้านด้วยกัน

ภาคส่วนหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในการเกิดปัญหาภาวะโลกร้อนนี่คือภาพของการเกษตรกรรม ซึ่งแน่นอนว่า ในภาคการปลูกกาแฟก็เช่นเดียวกัน มีการวิจัยระบุออกมา ว่าปริมาณพื้นที่หรือก็คือดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกกาแฟที่มีความอ่อนไหวและละเอียดอ่อนสูง จะลดลงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว หากยังมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบในทุกวันนี้ และจะมีอัตราการลดลงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

Cherry Coffee Tree

ถึงแม้จะมีการคำนวณว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ถึงอย่างนั้นในปัจจุบันเราก็ยังได้เห็นผลกระทบเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เพียงเห็นกันแบบผิวเผิน แต่เราเห็นผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อต้นกาแฟ ในประเทศหรือภูมิภาคที่ปลูกกาแฟในปัจจุบันมากแล้ว และเหล่านี้คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฟาร์มกาแฟทั่วโลกในปัจจุบัน

วงจรชีวิตของต้นกาแฟที่มีการเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจว่า ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลอย่างไรต่อต้นกาแฟของเรา เราอาจจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจบทบาทของสภาพอากาศ ว่ามีความสำคัญต่อวงจรชีวิตของพืชอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพืช ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของระยะการออกดอก การเจริญเติบโตของผลผลิต และการที่ผลผลิตสุกงอม เหล่านี้ได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยภายนอก อย่างพวกเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดดเป็นต้น พืชจะตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกเหล่านี้ และมันจะเป็นตัวกำหนดวงจรชีวิตตามฤดูกาลหรือตามธรรมชาติของพืช

เมื่อก่อน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูกาล แต่ก็ยังพอที่จะคาดเดา หรือประมาณการเจริญเติบโตของพืชได้ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงถึงขนาดนี้ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถที่จะคาดเดา หรือจัดการอะไรได้มากมายเท่าไหร่นัก

ภาวะโลกร้อน แน่นอนว่าอุณหภูมิโดยรวมจะสูงขึ้น นั่นทำให้เรื่องของระดับความชื้น สภาพดิน และอีกหลากหลายเรื่องเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่ปลูกในบริเวณเขตร้อน อาจจะมีการยืดระยะเวลานานขึ้นกว่าปกติ

ในต้นกาแฟก็เช่นเดียวกัน การที่ต้นกาแฟจะแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ช้าลง แต่ไม่เพียงเท่านั้น ในพื้นที่ปลูกกาแฟหลายแหล่ง การที่มีความชื้นสูงขึ้นและอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น สามารถไปกระตุ้นให้เกิดโรคและแมลงศัตรูพืช เข้ามารุกรานต้นกาแฟได้มากยิ่งขึ้น การที่อุณหภูมิ และการเกิดฝนตกที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย สิ่งนี้ส่งผลต่อเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตด้วยเช่นเดียวกัน

แต่หากจะบอกว่าผู้ผลิตกาแฟทุกรายได้ผลกระทบในเชิงลบของภาวะโลกร้อนนี้ ก็ดูจะไม่จริงเสียทีเดียว ฟาร์มกาแฟที่ตั้งอยู่บนที่ค่อนข้างสูงบางแหล่ง พบว่าต้นกาแฟนั้นสามารถตอบสนอง และให้ผลผลิตที่ดีกว่าได้เหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น หากจะให้เทียบกับผลกระทบที่แย่กว่านั้นเรียกได้ว่าเทียบไม่ติด

ระดับความสูงที่แตกต่างกัน ส่งผลกระทบแตกต่างกัน

ระดับความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศ ถือว่าเป็นหนึ่งตัวขับเคลื่อนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้มากยิ่งขึ้น แต่จะว่าไปแล้วในทางกลับกัน มันกลับส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชและให้พืชผลที่ดีมากขึ้นด้วยเหมือนกัน โดยมันจะไปเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชเกิดการออกซิเดชันน้อยลง

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า การที่อุณหภูมิของโลกของเราพุ่งสูงขึ้นนั้น สำหรับบางพื้นที่ปลูกกาแฟนับว่าเป็นข้อดี หากเรานำมาเทียบกันในหลัก 10 ปี เราจะพบเห็นฟาร์มกาแฟจากบางแหล่งปลูกกาแฟ มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนั้น สามารถทำให้ปลูกกาแฟบนพื้นที่ที่สูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างในบางพื้นที่ เมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วอาจไม่สามารถสร้างฟาร์มกาแฟบนระดับความสูง 1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลได้ เนื่องจากโดยปกติแล้วกาแฟบนระดับนี้จะให้อัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้า และผลผลิตที่ค่อนข้างต่ำจนเกินไป สำหรับวัตถุประสงค์ทางการค้ากาแฟบางรูปแบบ แต่ในปัจจุบันสามารถที่จะทำแบบนั้นได้

แต่หากเราลองมาคาดการณ์และลองมาเทียบกันดู การที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นนี้ อาจจะส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก

Cherry Picking

ปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งปัญหาเกี่ยวกับฤดูกาลของพืชผล และปัญหาเกี่ยวกับอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นกับระดับความสูงนั้น นับว่าเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้น แต่หากเราลองเจาะลึกลงไปอีก สิ่งที่เกิดขึ้นและได้รับผลกระทบสำหรับต้นกาแฟ มันคืออะไรกันแน่

อย่างใน Panama ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนนี้ คือการที่ดอกไม่ได้ให้ผลผลิต หรือผลผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพ ดอกไม่ได้รับการผสม ในช่วงฤดูผสม ซึ่งนี่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือไม่ต้นกาแฟก็ขาดสารอาหาร และขาดความชื้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ผลผลิตของเชอรี่นั้นน้อยลง

นอกจากนี้ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังไปรบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของพืช นั่นส่งผลทำให้เกิดความเครียดในพืช ซึ่งจะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงลดลงไปด้วย นอกจากนี้ระยะเวลาและความถี่ของการออกดอกยังมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างในปานามา การที่ฤดูฝนเกิดช้าลง สิ่งนี้ส่งผลต่อมาเป็นลูกโซ่ เมื่อกาแฟออกดอกหลายครั้งมากยิ่งขึ้น ก็ต้องมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตมากยิ่งขึ้นในแต่ละปี ส่งผลให้มีต้นทุนแรงงานในการเก็บเกี่ยวสูงขึ้น และเนื่องจากต้นทุนแรงงานถือเป็นต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างใหญ่ มันจึงไปเพิ่มภาระให้กับผู้ผลิตกาแฟและเบื้องต้นทุนในการดำเนินการอีกหลายอย่าง

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงภายในของพืชแล้ว ภาวะโลกร้อนหรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปยังสร้างความผันผวนให้กับสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้กาแฟเจริญเติบโตด้วย นั่นส่งผลให้ศัตรูพืชและโรคภัยหลายชนิดเข้ามารุกรานต้นกาแฟได้ โรคบางโรคนั้นเป็นอันตราย โรคบางโรคสามารถแพร่กระจายได้ง่ายในสภาพภูมิอากาศบางอย่าง โรคบางโรคกว่าจะรักษาหายนั้นอาจใช้เวลานานหลายปี

อย่างรวบยอดนิยมที่มักจะเกิดในกาแฟ คือโรคเชื้อราที่เกิดบนดอกกาแฟ ซึ่งเมื่อก่อนจะเกิดโรคนี้เฉพาะบนผลเท่านั้น นับว่าเป็นโรคที่มีความอันตรายร้ายแรง จนถึงขั้นทำให้ต้นไม้ตายได้เลย นอกจากนี้โรคสนิมกาแฟ ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่ทำลายพืชผลติดต่อกันมานานกว่าหลายปีแล้ว โรคทั้งสองดังกล่าวกำลังมีอัตราที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการที่มีฤดูฝนเริ่มเร็วขึ้น สภาพอากาศเกิดความชื้นยาวนานขึ้น ซึ่งทำให้สปอร์สามารถที่จะแพร่กระจายผ่านสายลมและฝนได้

เมื่อเราจะกล่าวถึงบรรดาศักดิ์รบกวน หรือบรรดาศัตรูพืช สัตว์ตัวร้ายที่เป็นศัตรูกับกาแฟมาอย่างยาวนานคือมอดกาแฟ มอดเหล่านี้สามารถที่จะเข้าไปในพืชผลได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้พวกมันเกิดการแพร่พันธุ์และแพร่ขยายตัวเองได้เร็วขึ้นด้วย

วิธีการในการแก้ไขปัญหา

วิธีการในการแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งสำหรับผู้ผลิตกาแฟทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีวิถีทางมากมายในการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วย

แต่การที่จะต้องปรับตัว และมีกระบวนการการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ผลิตอาจที่จะต้องมีการลงทุนหรือใช้เงินทุนจำนวนมาก บวกกับการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหรือเอกชนที่มากยิ่งขึ้น ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและเรื่องอื่น ๆ วิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ คือการจัดการฟาร์ม โดยยึดเอาพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรและระบบนิเวศมาใช้งาน

วิธีการที่เรียกว่าวนเกษตร เป็นวิธีการการแก้ปัญหาที่มีค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากมีการศึกษา แสดงให้เห็นว่าวิธีการดังกล่าวสามารถช่วยควบคุมจำนวนสัตว์รบกวนตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถอนุรักษ์ทรัพยากรตามธรรมชาติได้ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ด้วย แต่ในทางกลับกันก็จะไปลดผลผลิตส่วนหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ภูมิภาคหรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะเลือกใช้วิธีการดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับภูมิภาคและตลาด ด้วยเช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างประเทศที่สามารถนำมาใช้งานได้ อย่างปานามา ซึ่งที่นี่เป็นตลาดกาแฟที่เน้นไปที่การผลิตกาแฟคุณภาพสูง ไม่ใช่การผลิตในปริมาณมาก กลับกันหากเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟในปริมาณมากอย่างบราซิล ก็อาจไม่สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้ วิธีการที่อาจได้ผลกว่า น่าจะเป็นการดูแล และปรับปรุงลักษณะทางกายภาพของต้นกาแฟมากกว่า

การปรับปรุงและรักษาลักษณะทางกายภาพของต้นกาแฟนั้น อาจจะเป็นการใช้สารกระตุ้นหรือสารเคมีบางอย่าง บรรดาสารกระตุ้นหรือสารเคมีเหล่านี้ ใช้เพื่อไม่ให้พืชมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากนัก รวมถึงให้พืชมีความต้านทานต่ออุณหภูมิและความชื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ด้วย

Farmer Picking Cherries

และนี่เป็นเพียงตัวอย่างการแก้ปัญหา สำหรับผู้ผลิตกาแฟที่ใช้รับมือกับภาวะโลกร้อน และปัญหาอื่นที่จะตามมาหลังจากภาวะโลกร้อนนี้ด้วย แต่ละประเทศ หรือแต่ละภูมิภาคปลูกกาแฟก็มีปัญหาเฉพาะตัวที่มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย แต่ไม่ว่าอย่างไร ทั่วทั้งโลกก็เร่งที่จะแก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดตามมาหลังจากภาวะโลกร้อนตั้งแต่ตอนนี้และในอนาคตด้วย และนี่ก็ถือเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ ที่อุตสาหกรรมกาแฟในภาพรวมจะต้องเผชิญหลังจากนี้ต่อไป