กาแฟกับปัญหาสุขภาพจิต ว่าด้วยเรื่อง คาเฟอีน และผลกระทบต่อสมองและอารมณ์ - กาแฟดอยไทย

กาแฟกับปัญหาสุขภาพจิต ว่าด้วยเรื่อง คาเฟอีน และผลกระทบต่อสมองและอารมณ์

เราที่ดื่มกาแฟกันเป็นประจำอยู่แล้ว แน่นอนว่าพวกเรารู้จัก คาเฟอีน กันเป็นอย่างดี คาเฟอีน นั้นเป็นสารที่อยู่ในเครื่องดื่มที่เราดื่มกันอย่างคุ้นเคย อย่างพวกชาหรือกาแฟ หรือแม้แต่ในเครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อมากมายก็ยังนิยมที่ใส่คาเฟอีนลงไป คาเฟอีนถูกใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นตัวกระตุ้นช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีพลังงาน ในบางกรณีมันอาจทำให้เรามีสมาธิยิ่งขึ้น สารดังกล่าวมีผลต่อการทำงานและกิจกรรมมากมายในชีวิตประจำวันของเรา แต่ผลกระทบของคาเฟอีนนั้นไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานและสมาธิของเราเพียงเท่านั้น หลายคนอาจจะยังมองข้ามไปว่าศาลดังกล่าวเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสมองของเราเราด้วย

และมันส่งผลต่อสุขภาพจิตและสมองของเราอย่างไร วันนี้ผมจะพาคุณไปรู้ถึงรายละเอียดของผลกระทบของคาเฟอีนดังกล่าวนี้ สิ่งนี้ทำงานกับระบบประสาทของเรา มีผลต่ออารมณ์โดยตรง หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกินไปนั้นมีอะไรบ้าง และเราควรจะบริโภคอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมทั้งมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย

Caffeine

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงรักคาเฟอีน มีการบริโภคหรือดื่มกาแฟอยู่ทุกวัน หรือคุณจะเป็นคนที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ วันนี้ผมจะมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และคุณน่าจะนำไปใช้ได้ได้จริง เพื่อปรับปรุงวิธีการในการบริโภคคาเฟอีนให้เหมาะสมต่อสุขภาพและความต้องการของร่างกายของตัวคุณเอง

คาเฟอีนกับผลกระทบต่อสมอง

คาเฟอีนนั้นเป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง นั้นทำให้มันมีผลกระทบต่อสมองของเรานั่นเอง และเหล่านี้คือข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้เราเข้าใจถึงการทำงานของคาเฟอีนส่งผลต่อตัวเรา ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและมีพลังงานมากยิ่งขึ้น

กลไกในการทำงานของคาเฟอีน

คาเฟอีนจะทำงาน โดยมันจะทำหน้าที่ในการบล็อกตัวรับสารเคมีที่มีชื่อว่าอะดีโนซีนที่อยู่ในสมองของเรา อะดีโนซีนดังกล่าวนี้จะทำให้เรารู้สึกง่วงนอนหรือเหนื่อยล้าในหลายครั้ง เมื่อเมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายของเรา คาเฟอีนดังกล่าวจะเข้าไปจับกับอะดีโนซีน ทำให้อะดีโนซีนนี้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ของมันได้ นั่นเองทำให้เรารู้สึกมีพลังงานและรู้สึกตื่นตัว บางครั้งอาจทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น นอกจากนี้แล้วคาเฟอีนยังไปเพิ่มการหลั่งสารบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนอร์อิพิเนฟรินและโดปามีน ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารสื่อประสาทที่ให้ความสุขและให้พลังงานกับเรา

  • การบล็อกตัวรับอะดีโนซีน: ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เราเหนื่อยล้า เมื่อคาเฟอีนเข้ามาแทนที่ ความเหนื่อยล้าของเราก็จะลดลงจนหายไป
  • กระตุ้นการหลั่งโดปามีนและนอร์อิพิเนฟริน: สารดังกล่าวเป็นสารที่มีความเกี่ยวข้องที่จะไปกระตุ้นทำให้เรามีความสุข คาเฟอีนช่วยเพิ่มการหลั่งของสารดังกล่าวนี้ ทำให้เราตื่นตัวและมีความสุขได้เพิ่มมากขึ้น

คาเฟอีนกับระบบประสาทส่วนกลาง

การที่ตัวรับอะดีโนซีนถูกบล็อคและการเพิ่มสารสื่อประสาทดังกล่าว สิ่งนี้ทำให้คาเฟอีนมีผลหลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลางของเรา และแน่นอนว่าผลผลกระทบที่ชัดเจนคือการเพิ่มความตื่นตัวและทำให้เรามีสมาธิมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้มันยังไปช่วยในเรื่องของความจำระยะสั้น และในระยะยาวจะไปลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางเช่น

  • เพิ่มสมาธิและโฟกัสที่ดียิ่งขึ้น: คาเฟอีนจะเพิ่มสมาธิและทำให้เราโฟกัสได้ดียิ่งขึ้น สิ่งนี้เป็นผลดีทั้งต่อการเรียนของเราและการทำงานด้วยเช่นเดียวกัน
  • ช่วยในเรื่องความจำระยะสั้น: มีงานวิจัยออกมามากมายที่พบว่าคาเฟอีนสามารถช่วยเราในเรื่องของความจำระยะสั้นได้ โดยมันจะเป็นเพิ่มการทำงานของสมองในส่วนของการจดจำข้อมูลนั่นเอง
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์: ยังมีการศึกษาบางงาน ที่พบว่าการบริโภคคาเฟอีน แต่ต้องเป็นในปริมาณที่พอเหมาะจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้

และแน่นอน หากเราได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปมันจะส่งผลกระทบทางลบที่ไม่พึงประสงค์อย่างแน่นอน ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือการนอนนอนไม่หลับ นอกจากนี้ยังอาจมีความวิตกกังวลและความเครียดร่วมด้วย และนี่เองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราจำเป็นจะต้องบริโภคคาเฟอีนอย่างมีสติ และอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์มากกว่าการเกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของเรานั่นเอง

คาเฟอีน กับเรื่องของอารมณ์

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ว่าคาเฟอีนจะไปช่วยในการเพิ่มพลังงานพลังงานและช่วยทำให้เรามีสมาธิมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่เผยให้เห็นว่า คาเฟอีนสามารถช่วยในการลดความเครียดได้ด้วยเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากในวงการสุขภาพจิต

Caffeine Drinks

งานวิจัย ว่าด้วยการเพิ่มพลังงานและเพิ่มสมาธิ

สิ่งนี้สามารถช่วยเพิ่มพลังงานและสมาธิของเราได้จริง มีงานศึกษามากมายหลายชิ้นที่มีการยืนยัน ว่าคาเฟอีนนั้นสามารถช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ของเราได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยในการเพิ่มความสามารถในการโฟกัส และทำให้เราตื่นตัวได้อีกด้วย

  • ทำให้เรามีสมาธิยิ่งยิ่งขึ้น: คาเฟอีนจะช่วยในเรื่องของการทำงานของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการโฟกัสสิ่งต่าง ๆ และในเรื่องของการจดจำ นั้นทำให้เรามีสมาธิในการทำงานและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
  • ให้พลังงานพลังงาน: คาเฟอีนช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นั่นหมายความว่ามันทำให้เรามีพลังงานและรู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้นในเวลาที่เราต้องการ
  • ช่วยในเรื่องของการเรียนรู้: มีการศึกษามากมายที่ระบุว่า คาเฟอีนสามารถช่วยในเรื่องของการเรียนรู้และความจำระยะสั้น โดยเฉพาะในบางครั้งที่เราต้องการความตื่นตัวสูง

คาเฟอีนกับการลดความเครียดและอาการซึมเศร้า

นอกจากการที่มันสามารถเพิ่มสมาธิและเพิ่มพลังงานพลังงานให้กับเราได้แล้ว คาเฟอีนยังมีผลต่ออารมณ์ของเราและความเครียดของเราโดยตรง มีการวิจัยมากมายที่มีการระบุว่าการบริโภคคาเฟอีนช่วยได้ แต่แน่นอนว่าต้องเป็นในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยในการลดความเครียดและลดอาการซึมเศร้าได้

  • ทำให้อารมณ์ดีขึ้น: คาเฟอีนช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการหลั่งสารโดปามีนในสมอง ทำให้เรามีความสุขและความพึงพอใจ ดังนั้นมันจึงส่งผลโดยตรงทำให้อารมณ์เราดีขึ้น
  • ลดความเครียดได้: มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychopharmacology มีการค้นพบว่า คาเฟอีนช่วยในการลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้น
  • ลดอาการซึมเศร้า: งานวิจัยยังมีบางชิ้นที่มีการระบุว่า การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า โดยมีส่วนในการปรับสมดุลสารเคมีในสมองของเรา

และแน่นอนว่า การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากกว่าสูงจนเกินไป แทนที่จะได้ผลดีต่ออารมณ์มันกลับส่งผลเสียและผลในเชิงลบ ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มความวิตกกังวล และอาจทำให้รบกวนการนอนของเรา ดังนั้นเราต้องบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

คาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปและความเครียด

ถึงแม้จะมีมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของเรา แต่การที่เราบริโภคมันมากเกินไปและหันมาพึ่งสิ่งนี้เป็นหลักแทนการพักผ่อนจริง ๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อร่างกายของเราแน่นอน

ความวิตกกังวล

คาเฟอีนนั้นมีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้รู้สึกตื่นตัวและทำให้เรามีพลังงานมากยิ่งขึ้น แต่การที่เราบริโภคคาเฟอีนในปริมาณหรือระดับที่สูงเกินไป มันกลับทำให้เรามีความวิตกกังวลได้มากยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดความเครียดได้ด้วย เนื่องจากมันสามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดโดยตรง

  • ความวิตกกังวล: การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปสามารถที่จะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางมากเกินไปได้ด้วย มันทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล หัวใจของเราเต้นเร็วเกินไป และทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ
  • การเพิ่มขึ้นของระดับคอร์ติซอล: การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้ระดับของคอร์ติซอลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องและตอบสนองต่อความเครียดโดยตรง ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้น และนั่นอาจทำให้เราเครียดมากยิ่งขึ้นด้วย
  • ไปรบกวนการนอน: คาเฟอีนนั้นจะอยู่ในร่างกายของเราในเวลาที่ยาวนานมาก ดังนั้นการบริโภคคาเฟอีนในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น อาจทำให้เกิดปัญหาสำหรับบางคนอย่างเช่นการนอนไม่หลับ การนำมาซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอและทำให้เราเครียดนั้นไม่น่าจะดีนัก

ผลกระทบระยะยาวของคาเฟอีนที่มากเกินไปต่อสุขภาพจิตของเรา

นอกจากผลกระทบในระยะสั้นแล้ว คาเฟอีนที่สูงจนเกินไปยังอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพจิตของเราได้ด้วย มีงานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสุขภาพจิตอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าแบบเรื้อรัง

  • ความวิตกกังวล: การบริโภคคาเฟอีนสูงอย่างต่อเนื่องนั้น อาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความวิตกกังวลเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
  • ภาวะซึมเศร้า: คาเฟอีนยังส่งผลกระทบต่อการหลั่งของสารเคมีในสมองของเรา ทำให้มันไม่สมดุลและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ด้วยเหมือนกัน
  • การเสพติดคาเฟอีน: คาเฟอีนเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสพติดได้ การบริโภคเป็นเวลานานอาจทำให้ทำให้เกิดการเสพติด และการต้องการระดับคาเฟอีนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือผลลัพธ์เท่าเดิม และสิ่งนี้เป็นปัญหาต่อสุขภาพโดยตรง

ดังนั้นการบริโภคคาเฟอีนอย่างรู้ตามความเหมาะสมของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายของเราแทนที่จะเกิดผลกระทบทางลบ หากเราได้รับในปริมาณที่เหมาะสมนั้นมันย่อมดีแก่ร่างกายของเราอยู่แล้ว

แล้วคาเฟอีนเท่าไหร่ที่เหมาะสม

อย่างที่กล่าวไปทั้งบทความ ว่าหากเราได้รับปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมมันจะเกิดประโยชน์แก่ร่างกายของเราอย่างแน่นอน เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเราสามารถที่จะได้รับคาเฟอีนต่อวันเท่าไหร่ ตัวเลขระดับคาเฟอีนที่สมควรได้รับต่อวันนี้เป็นตัวเลขที่มีการศึกษาวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญหลายคนนำเสนอ ท้ายที่สุดแล้วแต่ละคนก็มีระดับของการรับคาเฟอีนได้แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องรู้จักตัวเอง และประเมินตัวเองเบื้องต้นได้

ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมในแต่ละวัน

ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมในแต่ละวันที่มานำเสนอนี้ อาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่นเรื่องของน้ำหนัก หรืออายุที่แตกต่างกัน หรือความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วตัวเลขที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำจะมีดังนี้

  • ผู้ใหญ่ทั่วไป: ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำต่อวันคือไม่เกิน 400 มิลลิกรัม ปริมาณจะเท่ากับกาแฟประมาณ 4 แก้ว
  • สตรีตั้งครรภ์: ควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนให้ไม่สูง อยู่ที่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ลดลงมาเป็นประมาณกาแฟ 2 แก้ว เพื่อป้องกันการที่คาเฟอีนจะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  • วัยรุ่น: ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำต่อวันคือไม่เกิน 100 มิลลิกรัม หรือประมาณเพียงแค่กาแฟ 1 แก้วเท่านั้น
Matcha Powder and Tea
Matcha Powder and Tea

บริโภคอย่างไรให้ไม่เกิดผลในทางลบ

มีวิธีการบริโภคคาเฟอีนมากมายที่ทำให้เราไม่ส่งผลกระทบในทางลบ ยกตัวอย่างเช่น

  • หลีกเลี่ยงการได้รับคาคาเฟอีนในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น: คาเฟอีนมีสิ่งที่เรียกว่าครึ่งชีวิตยาว นั่นหมายความว่ามันจะอยู่ในร่างกายของเราได้เป็นเวลานานพอสมควร การบริโภคคาเฟอีนในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นอาจจะทำให้มันหลงเหลือในร่างกายของเราอยู่ ท้ายที่สุดแล้วจะไปรบกวนการนอนได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: คาเฟอีนมีผลต่อการขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงควรรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายโดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน
  • รู้จักตัวเอง: อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าแต่ละคนมีความไวต่อคาเฟอีนที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงควรสังเกตว่าเรามีการตอบสนองต่อคาเฟอีนมากมากน้อยเพียงใด และพยายามปรับปริมาณการบริโภคตามความเหมาะสมของร่างกายของเราของเรา
  • เลือกแหล่งคาเฟอีนที่ดีและมีคุณภาพ: แหล่งคาเฟอีนที่ดีและมีคุณภาพนั้นจะทำให้เราบริโภคคาเฟอีนที่ดี ยกตัวอย่างเช่นชาหรือกาแฟ ที่ไม่มีสารปรุงแต่งหรือสารไม่จำเป็นใส่ลงไปเพิ่ม
  • อย่าใช้คาเฟอีนแทนการพักผ่อนจริง ๆ: แม้ว่าคาเฟอีนจะทำให้เราตื่นตัวได้มากยิ่งขึ้นก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไร การพักผ่อนจริง ๆ อย่างเช่นการนอนหลับให้เพียงพอ และการนอนอย่างมีคุณภาพ ก็เป็นสิ่งสำคัญกว่าอยู่ดี

การที่เราบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม สิ่งนี้จะทำให้เราได้รับประโยชน์จากคาเฟอีนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ก่อผลกระทบเชิงลบต่อทั้งร่างกายของเราและสุขภาพจิตของเรา แนวทางดังกล่าวนี้เป็นแนวทางที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละคน หรือในแต่ละช่วงเพื่อทำให้เรามีคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดียิ่งขึ้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคาเฟอีนและสุขภาพจิต

สารอย่างคาเฟอีนเป็นสารที่ได้รับความสนใจในด้านการวิจัยมาอย่างยาวนาน และยังคงได้รับความสนใจต่อเนื่อง เนื่องจากสิ่งนี้น่าอัศจรรย์ คือมันมีผลกระทบต่อสมองและสุขภาพจิตของเรา มีงานศึกษาใหม่มากมายที่ทำให้เรารู้จักคาเฟอีนมากยิ่งขึ้น

การศึกษาเกี่ยวกับคาเฟอีน

งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคาเฟอีนและสุขภาพจิตมีมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ผู้คนให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น และมีงานที่มีผลกระทบที่ละเอียดและเจาะจงมากยิ่งขึ้นยกตัวอย่างเช่น

  • การศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนและความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้า: นี่เป็นงานวิจัยที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งพบว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมนั้น สามารถช่วยในการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่บริโภคกาแฟในปริมาณสองถึงสามแก้วต่อวัน
  • ผลกระทบที่มีความเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล: ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ก็การวิจัยด้วยเช่นเดียวกันเกี่ยวกับการบริโภคคาเฟอีนต่อความวิตกกังวล ซึ่งค้นพบว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูง มันช่วยเพิ่มความวิตกกังวลในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรควิตกกังวล แต่หากเป็นผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรควิตกกังวล ผลที่ได้จากตรงข้ามคือสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัวได้
  • คาเฟอีนและการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ: มีการศึกษาจากสถาบันการวิจัยโรคอัลไซเมอร์ พบว่าการบริโภคคาเฟอีนสามารถช่วยในการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ ดังนั้นสิ่งนี้จึงช่วยในการปรับปรุงการทำงานของสมองและในเรื่องของความทรงจำได้

กลุ่มประชากรที่แตกต่าง ผลกระทบของคาเฟอีนก็แตกต่าง

ในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกันนั้น ผลกระทบที่คาเฟอีนทำก็แตกต่างกันด้วยเช่นเดียวกัน และนี่คือตัวอย่างการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มกลุ่มประชากรและผลกระทบของคาเฟอีน

  • เด็กและวัยรุ่น: การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูงในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นนั้น เรียกได้ว่ามีผลกระทบที่ไม่ค่อยดีนักต่อในเรื่องของการนอนหลับและในด้านพัฒนาการ มีการวิจัยและศึกษาจากศูนย์วิจัยสุขภาพเด็ก แสดงให้เห็นว่าการที่มีการบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปในวัยวัยรุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหานอนไม่หลับและภาวะวิตกกังวลได้
  • สตรีมีครรภ์: มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยลล์พบว่า การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่สูง ในช่วงที่สตรีหรือผู้หญิงมีการตั้งครรภ์นั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ และส่งผลกระทบต่อทารกภายในครรภ์ได้ด้วย ดังนั้นจึงควรจำกัดการบริโภคให้อยู่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้สูงอายุ: น่าสนใจที่การบริโภคคาเฟอีนในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น สามารถช่วยในเรื่องของการเพิ่มการทำงานของสมองและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม แต่แน่นอนว่าก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะไม่ค่อยดีอย่างในเรื่องของการนอนหลับและความวิตกกังวล

จากการศึกษาไม่นานมานี้ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า การบริโภคคาเฟอีนส่งผลต่อสุขภาพของเราหลากหลายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขึ้นกับปริมาณที่เราบริโภค และลักษณะเฉพาะของบุคคลแต่ละบุคคล ดังนั้นเราจึงควรบริโภคคาเฟอีนให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเรา

Drip Coffee Bag

โดยสรุปแล้ว คาเฟอีนมีบทบาทสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะที่สำคัญคือในรูปแบบที่มากับกาแฟหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักความเหมาะสมในการได้รับคาเฟอีนของตัวเรา เพราะหากเราได้รับอย่างเหมาะสมมันจะมีประโยชน์เหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นการลดความเครียด การเพิ่มสมาธิของเรามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การทำให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นได้ด้วย การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์อย่างการนอนไม่หลับ ความวิตกกังวล หรือในบางกรณีอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้

ดังนั้นเพื่อให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี คาเฟอีนในระดับหรือปริมาณที่เหมาะสมสำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่นหากเป็นผู้คนทั่วไปไม่ควรเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีนในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นด้วย นอกจากนี้การที่เรารู้จักตนเอง สังเกตผลกระทบของคาเฟอีนต่อร่างกายของเรา ยังช่วยในการลดความเสี่ยงทางลบที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

สำหรับใครก็ตามที่ต้องการลดปริมาณการบริโภคคาเฟอีนลง ข้อแนะนำที่ดีที่สุดคือควรค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ควรลดปริมาณคาเฟอีนทีละน้อย นอกจากนี้ควรทดแทนการดื่มน้ำที่เพียงพอ หรือหาสิ่งอื่นมาทดแทนคาเฟอีน หรือหากใครต้องการเพิ่มการบริโภคคาเฟอีน เช่นเดียวกันควรเพิ่มในปริมาณที่ค่อยเป็นค่อยไป และการเลือกแหล่งคาเฟอีนที่มีคุณภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน

การสร้างสมดุลหรือบาลานซ์ในการบริโภคคาเฟอีนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้และคุณภาพชีวิตของเราก็จะดีขึ้นตาม การที่เราหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคคาเฟอีนตามความเหมาะสมนั้น นอกจากจะช่วยให้เรามีสุขภาพกายที่ดีขึ้นแล้ว ในระยะยาวมันทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดียิ่งขึ้น และนำมาซึ่งความสุขที่มากขึ้นด้วย