AeroPress & FrenchPress แช่…แล้วกด เหมือนกัน ทำไมจึงมีชื่อเรียกต่างกัน ?

Share on facebook
Share on twitter

ในยุคสมัยปัจจุบัน มนุษย์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์วิธีการสกัดกาแฟออกมามากมาย ทั้ง Espresso, Drip (Pour Over), Mokka Pot ไปจนถึง 2 วิธีการสกัดที่เราจะนำมาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ AeroPress และ FrenchPress เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีชื่อที่แตกต่างกัน และมีคำที่เหมือนกันต่ออยู่ที่ท้ายชื่อ “Press” หมายถึง การดัน แรงดันนั่นเอง ทำให้ท่านผู้อ่านสามารถเดาได้อย่างง่ายดายว่าทั้ง 2 แบบมีวิธีทำที่คล้ายกันอย่างไร ซึ่งก่อนที่เราจะเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 วิธี ผู้เขียนขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของทั้ง 2 วิธีนี้อย่างคร่าวๆ เพื่อเป็นเกล็ดความรู้เล็กๆให้กับผู้อ่านได้นำไปศึกษาต่อไป

AeroPress

อลัน แอดเลอร์” (Alan Adler) นักฟิสิกส์และประธานบริษัทแอโรบี (Aerobie) เป็นผู้คิดค้นเครื่อง AeroPress ขึ้นในปีค.ศ. 2005 ซึ่งจุดประสงค์ที่เขาต้องการจะผลิตมันขึ้นมา ก็เพื่อให้เราสามารถทำกาแฟเองได้ง่ายๆ ด้วยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องมีเครื่องมือมากมาย และพกพาง่าย  โดยหลักการที่ใช้ในการสกัดกาแฟจะใช้แรงดันเข้ามาช่วย และเป็นจากตัวของผู้ชงเอง ใช้เวลาในการทำไม่นานเกิน 5 นาที (แล้วแต่ความชอบ) และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่ช่วยทำให้เราสามารถชงกาแฟรสชาติดี ดื่มได้โดยไม่รู้สึกติดขัดหรือรู้สึกถึงผงกาแฟที่ตกค้างออกมา ก็คือ ฟิลเตอร์ (Filter) จะช่วยในการกรองและป้องกันผงกาแฟที่จะตกค้างลงไปด้านล่างกับกาแฟ ทำให้กาแฟที่สกัดออกมา มีความสะอาดดื่มง่าย ในปัจจุบัน AeroPress ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทั้งในร้านกาแฟ และผู้ที่อยากจะชงกาแฟดื่มเองที่บ้านอีกด้วย

French Press

เฟรนช์เพรส (French Press) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1852 ชาวฝรั่งเศษชื่อ Mayer และ Delforge ได้จดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟที่มีอุปกรณ์สำหรับกรองกากกาแฟโดยการกดเป็นครั้งแรก ต่อมาปี ค.ศ.1929 ชาวอิตาลี Attilio Calimani และ Giulio Moneta ได้ยื่นจดสิทธิบัตรอีกครั้ง โดยทำอุปกรณ์ที่มีขดลวดสปริง มาใส่ไว้รอบตัวกรอง เพื่อลดปริมาณผงกาแฟที่หลุดออกระหว่างกรอง หลังจากนั้นก็ได้มีการจดสิทธิบัติขึ้นอีก ซึ่งไม่นานในเวลาต่อมา ก็ถูกบริษัท Bodum ซื้อกิจการไป และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เฟรนช์เพรส (French Press) ถือว่าเป็นอุปกรณ์การชงกาแฟที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน  โดยจะใช้วิธีแช่กาแฟในน้ร้อนทิ้งไว้สักพัก กด แล้วกรองออกมาผ่านตะแกรงอีกที ซึ่งการกรองเอากากกาแฟออกจากน้ำ โดยใช้ตะแกรงเหล็กที่มีรูขนาดใหญ่ กลายเป็นข้อดี ที่ทำให้น้ำกาแฟ และกากกาแฟเล็กน้อยผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้รสชาติของกาแฟ ยิ่งมีความเข้มข้น สัมผัสถึงความเป็นกาแฟรสชาติสไตล์ฝรั่งเศสได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับบางคนที่ได้ลองดื่มกาแฟที่สกัดโดยวิธีนี้แล้วเจอเข้ากับผงตะกอนเหล่านั้นก็อาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายเวลากลืนลงไปเท่าไหร่ บางท่านที่ไม่ชอบอาจจะต้องนำผ้าขาวบางหรือฟิลเตอร์มากรองอีกทีเพื่อความสะอาดและสบายคอเวลาดื่ม ซึ่งนี้ก็เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของ FrenchPress ที่อาจจะทำให้หลายๆท่านไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่

หลังจากที่เราได้ทราบประวัติความเป็นมากันคร่าวๆ ระหว่าง AeroPress กับ FrenchPress เรียบร้อยแล้ว เราจะข้อยกตัวอย่าง 3 ที่สิ่งเปรียบเทียบความแตกต่างของธีการสกัด ทั้ง 2 แบบให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน เพื่อคลายความสงสัยที่ว่า “AeroPress & FrenchPress แช่…แล้วกด เหมือนกัน ทำไมจึงมีชื่อเรียกต่างกัน”  โดย 2 สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด ได้แก่ เบอร์บด,ปริมาณ

เบอร์บด

AeroPress : AeroPress สามารถบดในระดับตั้งแต่ Medium (หยาบกว่าเม็กน้ะตาลทราย) ไปจนถึง Medium Fineละเอียกกว่าเม็กน้ำตาลทราย) เนื่องจากในการสกัดมีกระดาษฟิลเตอร์กรองให้อีกหนึ่งชั้นทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของผงกาแฟที่จะตกค้างไปกับน้ำกาแฟ จึงสามารถสกัดกาแฟออกมาได้ค่อนข้างเข้ม (ตามระยะเวลาที่แช่กาแฟ)

FrenchPress : เบอร์บดที่ใช้กับ FrenchPress ค่อนข้างแคบซึ่งจะอยู่ในเบอร์ระดับ Coarse (หยาบมาก) ซึ่งจริงๆแล้วสามารถปรับให้ละเอียดกว่านั้นได้ แต่เมื่อสกัดออกมา อาจจะเริ่มมีผงกาแฟติดออกมาด้วยแล้ว ดังนั้น FrenchPress จึงจำเป็นต้องใช้เบอร์บดที่หยาบมากเพื่อไม่ให้ผงกาแฟติดออกมาด้วยเวลากรอง

ปริมาณ

AeroPress : ปริมาณในการสกัดกาแฟด้วย AeroPress แต่ละครั้งจะอยู่ที่ครั้งละประมาณ 200 – 250 มิลลิลิตร ซึ่งจะได้กาแฟที่นำไปผสมนมหรือน้ำต่อได้ประมาณ 4 แก้ว

FrenchPress : ในขนะที่ปริมาณในการสกัดกาแฟด้วย FrenchPress แต่ละครั้งจะสกัดได้ปริมาณที่เยอะกว่า อยู่ที่ครั้งละประมาณ 450-800 มิลลิลิตร (แล้วแต่ขนาดของโถและกาแฟที่ใช้) ซึ่งจะเยอะกว่าการสกัดแบบAeroPress 2-3 เท่า การสกัดกาแฟทั้ง 2 รูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความสะดวก ความถนัดของแต่ละบุคคล