ผลกระทบของ “สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง” ต่อการ “ปลูกกาแฟ”

Share on facebook
Share on twitter

มีการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Plos One ได้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ส่งผลกระทบต่อการ ‘ปลูกกาแฟ’ สายพันธุ์อาราบิก้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Texture-of-coffee-beans-and-coffee-berries

ได้มีการระบุเอาไว้ว่า อุตสาหกรรมการปลูกกาแฟนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2050 โดยคาดการณ์และอ้างอิงจากแบบจำลองสภาพอากาศทั่วโลกหลายแบบ ผลการศึกษาพบว่า การเพาะปลูกต้นกาแฟจะไม่เหมาะสมต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2050

กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่ผู้ขายกาแฟทั้งรายใหญ่และรายเล็กทั่วโลกต่างใช้กัน เป็นกาแฟสายพันธุ์ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และต้องการความพิถีพิถันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการผลผลิตที่ดี ในปัจจุบันพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกต้นกาแฟนั้นจะอยู่ในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล เช่นเดียวกันในแถบทวีปแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก รวมถึงในทวีปเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วนด้วย 

พื้นที่ ‘ปลูกกาแฟ’ จะน้อยลง

จากการศึกษาซึ่งนำทีมโดย Roman Grüter ที่ Zurich University of Applied Sciences ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ในอีก 28 ปีข้างหน้านี้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกวันนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ปลูกกาแฟเหล่านี้ ทำให้ได้ผลผลิตกาแฟน้อยลง

Latin-man-picking-coffee-beans

พวกเขาเหล่านี้ได้ทำการสำรวจและตรวจสอบในพื้นที่หลายประเทศ (บราซิล เวียดนาม อินโดนีเซีย โคลอมเบีย) ประเทศเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกกาแฟนั้นจะลดลงอย่างมาก บางพื้นที่ที่เคยปลูกได้จะได้รับผลกระทบโดยตรง และจะได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในปี 2050 ในรายงานยังมีการระบุด้วยว่า การที่อุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลให้ปลูกกาแฟได้ยากขึ้นไปด้วย

นอกเหนือจากกาแฟแล้ว จากการศึกษายังได้พบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพของการเจริญเติบโตของพืชตระกูลถั่วอื่น ๆ เช่น มะม่วงหิมพานต์ และอะโวคาโด พืชเหล่านี้ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกาแฟก็ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กาแฟก็ยังเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพืชที่มีความเปราะบางที่สุด มีเงื่อนไขในการปลูกและการดูแลมากที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่อุตสาหกรรมกาแฟควรทำ ก็เหมือนกับหลาย ๆ อุตสาหกรรม ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในครั้งนี้ ในที่นี้หมายถึงการเพาะปลูกที่เหมาะสมต่อสภาพอากาศใหม่ในครั้งนี้ อาจหมายถึงการเปลี่ยนไปปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าให้มากขึ้น ซึ่งสายพันธุ์นี้มีความแข็งแรงกว่า และดูแลง่ายกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำกว่าสายพันธุ์อาราบิก้าอย่างแน่นอน

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เกษตรกรอาจถึงขั้นจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงมากนัก แต่ก็เป็นอะไรที่ยากพอสมควรในบางพื้นที่ ร้านกาแฟรายใหญ่บางเจ้าได้เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไว้บ้างแล้ว อย่างร้านกาแฟชื่อดัง Starbucks ในขณะนี้ได้มีการทดลองแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ทนต่อสภาพอากาศได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีโปรเจกต์อีกมากมายเกิดขึ้นด้วย เพื่อรับมือกับวิกฤติใหญ่ในครั้งนี้

ราคากาแฟจะพุ่งสูงขึ้น

Coffee-bags-in-a-warehouse

แน่นอนว่าหากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง ราคากาแฟจำเป็นที่จะต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน หากในประเทศบราซิลมีอากาศที่หนาวเย็นและมีความแห้งแล้งมากขึ้น เป็นเรื่องปกติที่ทางผู้ผลิตเมล็ดกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลกนี้จะทำให้ราคากาแฟสูงขึ้นในอนาคต

มีตัวอย่างราคากาแฟในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีที่แล้วราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 6.3 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าบริษัทกาแฟรายใหญ่ รวมไปถึง Starbucks จะมีสัญญาการซื้อกาแฟล่วงหน้าไว้แล้ว แต่หากมีผลกระทบในระยะยาวจริง ผลผลิตกาแฟได้น้อยลง ในทางกลับกันอัตราการบริโภคเท่าเดิม ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ราคากาแฟจะพุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์เลวร้ายลง

กาแฟเป็นเพียงสินค้าบริโภคชนิดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความแห้งแล้ง เกิดพายุบ่อยขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ในอดีตเกิดขึ้นได้ยาก หรืออาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยมาก่อนในบางพื้นที่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัว แต่เป็นสิ่งที่เราพูดซึ่งเป็นผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน