เราเริ่ม ชงกาแฟ กันเมื่อไหร่ และเครื่องชงแต่ละแบบเกิดขึ้นอย่างไร

Share on facebook
Share on twitter

การ ชงกาแฟ โดยเฉพาะการชงกาแฟด้วยมือนั้น มีข้อดีอยู่มากมายหลากหลายประการ ทั้งเรื่องของราคาที่ค่อนข้างถูก และง่ายต่อการเตรียมด้วย ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับกาแฟมาบ้างแล้ว ก็อาจจะอยากชงกาแฟด้วยมือ อย่างการดริปกาแฟ นอกจากนี้ การชงด้วยมือ ในระบบแมนนวลนั้น ยังมีข้อดีคือ เราสามารถที่จะทดลอง เพื่อให้ได้กาแฟที่มีความแตกต่างจากเดิมได้ด้วย ไม่เพียงแค่ชงดื่มกันที่บ้าน การ ชงกาแฟ ด้วยมือแบบแมนนวลนี้ ยังแพร่กระจายไปยังคาเฟ่ และร้านกาแฟต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เราสามารถพบเห็นได้ คือร้านกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee

ไม่ว่าจะในฐานะผู้ที่ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน หรือเป็นบาริสต้าชงในร้านกาแฟก็ตาม การมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ และเรื่องของอุปกรณ์ ก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เรื่องของการชงกาแฟ ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่รอให้เราไปค้นพบ ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจเป็นอย่างมาก

และต่อไปนี้ ผมจะมาว่าด้วยเรื่องของ ประวัติศาสตร์กาแฟ กับวิถีชีวิตมนุษย์ เราเริ่มที่จะชงกาแฟกันตั้งแต่เมื่อไหร่ และการเดินทางของกาแฟ แพร่กระจายไปสู่ทั่วโลกได้อย่างไร สุดท้ายแล้ว อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการชงกาแฟนั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

Pour-over Coffee

เราเริ่ม ชงกาแฟ กันเมื่อไหร่

แม้ว่าจะไม่ได้มีการบันทึกอย่างแน่ชัด ว่าใครกันแน่คือผู้เริ่มดื่มกาแฟคนแรก เริ่มขึ้นที่ไหน และเมื่อไหร่ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า กาแฟมีต้นกำเนิด หรืออย่างน้อยก็อยู่ใกล้กับดินแดนที่รู้จักกันในชื่อ เอธิโอเปีย จากหนังสือของ Catherine M.Tucker ชื่อ Coffee Culture: Local Experiences, Global Connectionsได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนกลุ่มแรกที่นำกาแฟมาใช้งานนั้น เป็นบรรพบุรุษของชาว Oromoในเอธิโอเปีย ซึ่งเหล่านี้เป็นนักเดินทางสู่ดินแดนยุโรปยุคแรก ๆ ได้มีการนำผลเชอรี่กาแฟมาบด แล้วผสมกับถั่วและไขมันสัตว์ เพื่อนำมาปั้นเป็นก้อนอาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแคลอรีหนาแน่น และให้พลังงานสูง

เวลาผ่านไป จนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิออตโตมันที่ยิ่งใหญ่ (ซึ่งในปัจจุบันเป็นประเทศตุรกี) ได้ขยายขอบเขตของตนเองไปถึงบางส่วนของแอฟริกาเหนือ ยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และเอเชีย ทำให้จักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ สามารถที่จะควบคุมเส้นทางการค้าหลักระหว่างเอเชีย แอฟริกา และยุโรปได้ กาแฟก็เป็นหนึ่งในสินค้าเหล่านั้นด้วย

หลังจากที่จักรวรรดิออตโตมันได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “กาแฟ” แล้วชาวเติร์กก็ได้คิดค้นวิธีการชงกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่ง โดยการนำกาแฟคั่วมาบดด้วยครก เติมน้ำ และต้มในหม้อที่เรียกว่า cezve ไม่นาน กรรมวิธีการชงกาแฟแบบนี้ ก็แพร่กระจายไปยังบ้านของสุลต่าน หรือบ้านของคนรวยผู้มั่งคั่งในจักรวรรดิออตโตมัน และท้ายที่สุด ก็เข้าถึงประชาชนทั้งหมดในจักรวรรดิแห่งนี้

ในขณะเดียวกัน ชาวเติร์กพยายามที่จะผูกขาดการค้ากาแฟ โดยการห้ามการส่งออกสินค้าชนิดนี้ แต่การพยายามห้ามส่งออกนั้นเป็นไปไม่ได้ เมล็ดกาแฟได้ถูกลักลอบนำเข้าประเทศอื่น ๆ ในที่สุด ทั่วยุโรปก็ได้รู้จักกับเครื่องดื่มชนิดนี้ และนั่นยังไม่พอ รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วยุโรป ต่างมองหาประเทศอาณานิคมในทวีปแอฟริกาเป็นของตัวเอง เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการผลิตกาแฟ เพื่อจะตามให้ทันความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่การขยายตัวของอาณานิคมได้แพร่กระจายออกไป กาแฟก็ได้แพร่กระจายออกไปด้วยเช่นกัน และเมื่อถึงช่วงศตวรรษที่ 18 กาแฟก็ได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ที่ผู้คนนิยมดื่มกันทั่วโลก เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เหล่าบรรดาชนชั้นสูงผู้มั่งคั่ง สามารถเพลิดเพลินโดยใช้เวลา และคิดค้นอุปกรณ์ชงกาแฟที่มีราคาไม่แพงและเข้าถึงง่าย เมื่อถึงเหล่าชนชั้นสูงแล้ว ในไม่ช้าก็ถึงทีของประชาชน ที่เข้าถึงอุปกรณ์ชงกาแฟเหล่านี้เช่นกัน

กำเนิดเครื่องชงกาแฟ

เมื่อตอนที่กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในยุโรป ยุคแรกของการเตรียมกาแฟมักจะทำการใส่เมล็ดกาแฟบดลงไปในน้ำต้มโดยตรง คล้ายกับวิธีการที่ชาวเติร์กใช้ ซึ่งการมาถึงของกาแฟในยุโรป เกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในขณะนั้น ในช่วงยุคที่ผู้คนนิยมที่จะดื่มเบียร์หรือไวน์ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือก การมาถึงของกาแฟนับว่าเป็นเครื่องดื่มใหม่ที่ดีกว่า และค่อนข้างปลอดภัยกว่าเบียร์หรือไวน์ โดยเป็นเครื่องดื่มที่จะไม่มีอาการมึนเมาหลังจากที่ดื่ม

coffee tools

ในช่วงศตวรรษที่ 19 กาแฟแบบหยดได้ถือกำเนิดขึ้น และได้รับการพัฒนาในประเทศฝรั่งเศส ไม่นานวิธีการนี้ก็เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก วิธีการที่ว่าก็คือ จะทำการใส่กาแฟบดลงในหม้อที่มี 2 ห้อง โดยจะใส่ลงไปในห้องล่าง ทำการเติมน้ำร้อนที่ห้องบน จากนั้นจะปล่อยให้กาแฟค่อย ๆ ซึม หรือหยดลงไปในภาชนะเสิร์ฟด้านล่าง

ในช่วงเวลานี้เอง เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเริ่มจะหันมาสนใจเกี่ยวกับกรรมวิธีการเตรียมกาแฟอย่างจริงจัง ในช่วงปี 1908 หญิงสาวชาวเยอรมันชื่อ Amalie Auguste Melitta Bentzได้คิดค้นเครื่องทำกาแฟฟิลเตอร์เครื่องแรก ด้วยการที่มีตัวกรองนี้เอง ทำให้เธอสามารถชงกาแฟโดยไม่มีตะกอนหรือผงกาแฟ และรสชาติกาแฟที่ได้ชัดเจนมากขึ้น เธอได้ทำการจดสิทธิบัตรกระดาษกรองของเธอ และได้ก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Melitta ขึ้นในปีเดียวกัน

Melitta และสามี ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่นี้ให้กับโลกในงาน Leipzig Trade Fair ปี 1909 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หลังจากที่ได้ทำการพัฒนามาเรื่อย ๆ ในที่สุด ตัวกรอง หรือ filter ที่มีลักษณะเป็นทรงกรวยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นที่นิยมและเป็นต้นกำเนิดของดริปเปอร์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน 

Moka Pot

Moka Pot

ในขณะที่กาแฟได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรป ฝรั่งเศสและเยอรมนีไม่ใช่ 2 ประเทศที่เริ่มชงกาแฟ โดยใช้กรรมวิธีต่าง ๆ ในขณะที่ช่วงศตวรรษที่ 18 เครื่องชงเอสเพรสโซขนาดใหญ่ได้ถือกำเนิดขึ้น และได้ทำการจดสิทธิบัตรในเวลานั้น ในอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 19 เครื่องชงเอสเพรสโซซึ่งมีราคาแพง ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถที่จะเพลิดเพลินกับกาแฟคุณภาพได้ ดังนั้น คนเหล่านี้จึงพยายามหาวิธีอื่น ๆ ซึ่งมีประสิทธิภาพ และทำให้ได้มาซึ่งกาแฟคุณภาพ

ในที่สุดในปี 1933 Alfonso Bialetti ก็ได้ให้กำเนิดหม้อ Moka Pot ขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเป็นหม้อ 3 ส่วน ใช้แรงดันในการดันน้ำขึ้นไปสกัดกาแฟผ่านกรวย ดันให้น้ำกาแฟที่สกัดไหลย้อนขึ้นไปสู่ห้องด้านบน เมื่อออกมา หม้อชนิดนี้ก็ประสบความสำเร็จในทันที และแม้กระทั่งในปัจจุบัน หม้อ Moka Pot ก็ยังคงผลิตโดยบริษัท Bialetti ทุกวันนี้ บริษัทนี้ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น จากการขายเครื่องชงกาแฟ และอุปกรณ์กาแฟอื่น ๆ มากมาย 

French Press

french press coffee

ช่วงระยะเวลาหลายปีก่อนที่ Alfonso Bialetti จะให้กำเนิดหม้อกาแฟ Moka Pot ขึ้นมา ชาวฝรั่งเศส 2 คนได้สร้างเครื่องชงกาแฟ French Press เวอร์ชันแรกขึ้นในปี 1852 Mayer and Deforge ได้ทำการจดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟชนิดนี้ และหากคุณจินตนาการถึงเครื่องชงกาแฟ French Press ในอดีต ขอบอกว่า มันมีความแตกต่างกับเครื่องในปัจจุบันอยู่มากเลย

ในปี 1929 ชาวอิตาลี 2 คน Attilio Calimani และ Giulio Moneta ก็ได้ทำการจดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟที่มีความคล้ายกับเครื่องชงกาแฟแบบ French Press ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องชงกาแฟเวอร์ชันนี้ จะมีซีลอยู่บริเวณรอบ ๆ ลูกสูบ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้การกดกาแฟ และการสกัดกาแฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่แล้วในปี 1958 ก็มีการจดสิทธิบัตรอีกครั้ง กับเครื่องชงกาแฟแบบ French Press ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเครื่องชงเวอร์ชันนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยชายชาวสวิส Faliero Bondanini ตอนนั้นไม่ได้ใช้ชื่อว่า French Press  เนื่องจากเครื่องชงกาแฟนี้ถูกผลิตขึ้นในประเทศฝรั่งเศส และได้รับความนิยมที่นี่เสียด้วย ดังนั้นจึงเรียกเครื่องชงกาแฟชนิดนี้ว่า Chambord (เหล้าผลไม้จากฝรั่งเศส)

เครื่องชงกาแฟชนิดนี้ จะสกัดกาแฟโดยการแช่ หมายความว่า กาแฟบดจะสัมผัสกับน้ำร้อนโดยตรง และสัมผัสอย่างเต็มที่เป็นระยะเวลาประมาณ 4 นาที จากนั้นจะทำการกดลูกสูบ เพื่อให้กาแฟลงมาในแก้ว หรือในถุงกาแฟ กาแฟที่ได้จะมีความคลีน และมีบอดี้ค่อนข้างหนักด้วย

แม้ว่าจะไม่มีบริษัทใดเลยที่ถือครองสิทธิบัตรอย่างแท้จริงของเครื่องชงกาแฟนี้ แต่ Bodum ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และเครื่องครัวของประเทศเดนมาร์ก ก็ได้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นมาตั้งแต่ปี 1974 ซึ่งแน่นอนว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก (เวอร์ชันในปี 1974 นี้จะถูกเรียกด้วยชื่อ Bistro)

Chemex

Chemex

ปี 1941 นักเคมีและนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ Peter J. Schlumbohm ได้ทำการสร้างเครื่องชงกาแฟ Chemex ขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์มากมายที่เขาได้สร้างในช่วงชีวิตของเขา หลังจากที่ได้ละทิ้งธุรกิจของครอบครัว เขาก็ใช้เวลาอยู่หลายปีจนจบปริญญาเอกสาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน สิ่งนี้สร้างรากฐานให้เขาประดิษฐ์เครื่องชงกาแฟชนิดนี้ขึ้นมา

ครั้งแรกที่เขาแสดงต้นแบบของเครื่องชงกาแฟ Chemex ก็ที่งาน New York World’s Fair ในปี 1939 และได้ก่อตั้ง Chemex Corporation ขึ้นในอีก 2 ปีต่อมา เพื่อทำการผลิตและทำการตลาดอุปกรณ์ชนิดนี้ 

Schlumbohm ถือว่า รูปลักษณ์ของอุปกรณ์ชงกาแฟชนิดนี้มีความสำคัญมาก และได้รับอิทธิพลจากการศึกษาของเขามาแบบเต็มร้อย ซึ่งแน่นอนว่า มาจากเครื่องมือที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทางเคมีที่คล้ายคลึงกัน ด้วยดีไซน์และสไตล์ที่มีการออกแบบเป็นแบบสมัยใหม่ ทำให้อุปกรณ์ชนิดนี้ได้รับการรับรองโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ด้วย

การใช้ Chemex นั้น จะใช้วิธีเดียวกันกับการดริปกาแฟ โดยเราจะทำการเทน้ำลงบนผิวกาแฟผ่านกระดาษกรอง เนื่องจากระดาษกรองของ Chemex นั้นหนักกว่ากระดาษกรองทั่วไปประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงทำการกักเก็บน้ำมันที่ออกมาระหว่างการสกัดกาแฟได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังกักเก็บสารประกอบต่าง ๆ ในกาแฟไว้ที่กระดาษกรองได้มากขึ้นไปอีก ดังนั้น กาแฟที่ได้จึงมีความคลีนค่อนข้างสูง 

Kalita Wave

Kalita Wave

Kalita Co. เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ที่ผลิตอุปกรณ์ชงกาแฟและกระดาษกรองตั้งแต่ช่วงยุค 50 บริษัทนี้ได้ทำการประดิษฐ์ดริปเปอร์ Kalita Wave ขึ้นในปี 2010 ซึ่งดริปเปอร์ที่ว่านี้ จะมีลักษณะคล้ายกับ V60 หากเรามองครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีข้อแตกต่างที่สำคัญหลายประการ 

Kalita Wave ต่างจาก V60 อย่างชัดเจน ตรงบริเวณก้นที่จะมีลักษณะแบน และจะมีรูแยกอยู่ 3 รู รูเหล่านี้ทำหน้าที่สกัดทางเดินของน้ำให้ไหลลงสู่แก้วกาแฟช้าลง เกิดการสกัดกาแฟมากขึ้นเล็กน้อย กาแฟที่ได้จึงมีความเข้มข้นมากขึ้น ตัวกระดาษกรองนั้น ไม่ได้สัมผัสกับดริปเปอร์แบบเต็มที่ ทำให้อุณหภูมิน้ำที่ได้นั้นคงที่กว่า และเกิดการกระจายน้ำอย่างสม่ำเสมอมากกว่า

ด้วยความที่มีก้นแบน ทำให้การไหลของน้ำนั้นถูกจำกัดในลักษณะที่เสถียร และควบคุมได้ดีกว่าดริปเปอร์แบบอื่น ๆ สิ่งนี้สร้างพื้นที่ เพื่อที่จะได้สกัดรสชาติของกาแฟออกมาสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น Kalita Wave ที่วางขายกันในปัจจุบันนั้น มีให้เลือกทั้งแบบแก้วและแบบเซรามิก

Hario V60

Hario V60

Chemex ไม่ใช่อุปกรณ์ชงกาแฟอุปกรณ์เดียวที่มีพื้นฐานมาจากวิชาเคมี Hario V60 ก็เช่นเดียวกัน สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทในโตเกียว ที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับแก้วที่ใช้ในงานเคมี อุปกรณ์ชนิดนี้เรียกได้ว่ามาทีหลังอุปกรณ์ชงกาแฟแบบอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมกาแฟเลย ถึงแม้ว่าเราจะเห็นใช้กันอยู่ทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่า Hario V60 เพิ่งจะถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี 2015 นี้เอง เลข 60 ของ V60 มาจากการทำมุม 60 องศาของกรวย

V60 มีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการสกัด ประการแรกก็คือ การเป็นรูปทรงกรวย ช่วยให้น้ำไหลผ่านไปยังจุดศูนย์กลาง น้ำจะสัมผัสกับกาแฟได้นานขึ้น ประการที่ 2 การที่มีรูเดียว ทำให้รสชาติของกาแฟสามารถควบคุมได้ ตามการเปลี่ยนความเร็วในการเทน้ำ ประการสุดท้าย ในกรวยนั้นจะมีลักษณะเป็นเกลียวอยู่ด้านใน ซึ่งช่วยให้อากาศไหลออกได้มากขึ้น และเพิ่มการขยายตัวของกาแฟมากขึ้นไปอีก

V60 เปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบเซรามิกและแก้ว จากนั้นแบบพลาสติกจึงได้ตามมา สุดท้ายจึงมีแบบโลหะออกมา ถึงจะหาค่อนข้างยาก แต่ก็มีแบบทองแดงด้วย เพื่อให้ดริปเปอร์นำความร้อนได้สูงขึ้น จะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และบางคนเชื่อว่า สามารถสกัดรสชาติของกาแฟออกมาได้ดีขึ้นด้วย 

AeroPress

Aeropress coffee

AeroPress ถูกสร้างขึ้นโดยวิศวกรชาวอเมริกัน Alan Adler ในปี 2005 ผลิตจากโพลีคาร์บอเนต ทำให้ไม่มีสาร BPA หากอยากรู้ว่าเครื่อง AeroPress ที่เราได้มาเป็นของแท้หรือของปลอม สามารถสังเกตได้ง่าย คือจะมีชื่อแบรนด์เป็นสีทองติดอยู่ตรงเครื่องอย่างชัดเจน

การถือกำเนิดของเครื่องชงกาแฟชนิดนี้เกิดขึ้นจาก Adler ต้องการกาแฟที่มีรสขมน้อยกว่า เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากอยากได้กาแฟที่มีรสขมน้อยลง เวลาที่ใช้ในการสกัดจะต้องสั้นลง ดังนั้น เขาจึงได้สร้างกระบอกชง ที่สามารถควบคุมแรงดันได้อย่างที่ต้องการระหว่างการสกัด เขาสามารถสกัดกาแฟออกมาได้เร็วขึ้นได้ด้วยวิธีนี้ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดี หากเทียบกับอุปกรณ์ชงกาแฟส่วนใหญ่ในตลาดในขณะนั้น

ด้วยขณะที่มีความกะทัดรัด พกพาสะดวก และทำความสะอาดได้ง่าย AeroPress จึงมีช่องทางเป็นของตัวเองในอุตสาหกรรมกาแฟ โดยมีงานแข่งขันเป็นของตัวเองด้วย ในชื่องาน World AeroPress Championship ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี 

เครื่องชงกาแฟที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมามากมายในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจและหลงใหลในกาแฟ ได้ทำการทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ทั้งบาริสต้าและผู้ที่ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน การชงกาแฟไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หรือวิธีที่ดีที่สุด ดังนั้น การมีทางเลือกมากมายนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีมาก 

การรู้ว่าอุปกรณ์แต่ละแบบนั้นถูกสร้างขึ้นและทำงานอย่างไร ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราสามารถที่จะเพลิดเพลินกับกาแฟของเราได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เราระลึกถึงความพยายามในการสร้างอุปกรณ์แต่ละชิ้นขึ้นมาด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะของผู้ที่เข้าไปดื่มกาแฟในร้าน ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน หรือในฐานะบาริสต้าผู้สร้างสรรค์ผลงาน ขอให้คุณมีความสุขในการดื่มกาแฟนะครับ