Robusta Blend ทางออกของปัญหา เมื่อ ราคากาแฟ พุ่งสูงขึ้น

Share on facebook
Share on twitter

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 จนถึงช่วงกลางปี 2022 นี้ ราคากาแฟ ได้ถีบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุก็อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกวัน เกิดน้ำค้างแข็งขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งกระทบต่อภูมิภาคที่ผลิตกาแฟชั้นนำของบราซิลในช่วงเดือนกรกฎาคม 2021 หรืออาจเป็นเรื่องของราคาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นไปด้วย

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ราคาอ้างอิงกาแฟโลกได้แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปีอยู่ที่ราคา 258.95 เซ็นต์ต่อปอนด์ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2011 ในขณะเดียวกัน องค์กรกาแฟนานาชาติ ได้ปรับลดการประมาณการกาแฟส่วนเกินทั่วโลกในปี 2020/21 ลงเหลือครึ่งหนึ่ง ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 22 ปี 

ในขณะเดียวกัน ราคาของกาแฟโรบัสต้าก็ถีบตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในเวียดนาม แต่ก็ยังคงมีราคาถูกกว่ากาแฟอาราบิก้าอย่างมีนัยยะสำคัญ กาแฟโรบัสต้านั้นในปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของกาแฟเบลนด์มากมาย แต่ผู้คั่วกาแฟหลายเจ้า ก็ยังคงเลือกที่จะใช้อาราบิก้าในกาแฟเบลนด์ ถึงแม้ว่าราคาจะถีบตัวพุ่งสูงขึ้นมากก็ตาม 

Increase Coffee Price

เหตุใด ราคากาแฟ จึงสูงขึ้น

ระหว่างช่วงเดือนเมษายน 2020 จนถึงเดือนเมษายน 2021 กาแฟอาราบิก้าราคาเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ราคา 122.03 เซ็นต์ต่อปอนด์ เป็นเวลา 17 เดือนติดต่อกัน ที่ ราคากาแฟ พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 2 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีก่อนที่จะร่วงลงมาอยู่ที่ 194.78 เซ็นต์ต่อปอนด์โดยเฉลี่ย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2022 

เราเห็นราคากาแฟเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ในช่วงเดือนเมษายน 2021 เราได้เห็นราคากาแฟอยู่ระหว่าง 120 เซ็นต์ และ 140 เซ็นต์ต่อปอนด์ต่อจากเดือนเมษายน 2021 ราคากาแฟก็พุ่งสูงขึ้นสูงสุดที่ 260 เซ็นต์ เป็นสิ่งที่น่ากดดันสำหรับทุกบริษัทในอุตสาหกรรมกาแฟ ทั้งนี้ก็เนื่องจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งต้นทุนการผลิตด้วย

สาเหตุของการปรับขึ้นราคากาแฟนั้นมีความซับซ้อนมาก ส่วนใหญ่มาจากเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของกาแฟมากนัก การผลิตในประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ลดลง และปัญหาด้านการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ของโควิด 19

เช่นเดียวกับประเทศบราซิล ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้แต่การผลิตกาแฟในประเทศโคลัมเบียก็ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากรายงานของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2018 ได้มีการระบุปริมาณการผลิตของประเทศลดลงเหลือ 14.2 ล้านถุง (60 กิโลกรัม) หลังจากที่ตัวเลขเติบโตมากกว่า 5 ปี สาเหตุหลักเกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่สูงขึ้น และในปีนี้ก็ยังคงมีแนวโน้มที่ดำเนินต่อไป การผลิตกาแฟของโคลัมเบียนั้นในปี 2022 นี้ลดลงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ หากเทียบกับช่วงเวลานี้ในปี 2021 

ราคาการขนส่งสินค้าทางทะเลก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน รายงานจาก Bloomberg กล่าวว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2021 ราคาตู้ขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว อันเป็นผลมาจากโควิด 19 และความต้องการการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น ค่าขนส่งสินค้าภายในประเทศก็สูงขึ้นไปด้วย ความต้องการ หรืออุปทานในสินค้าสูงขึ้นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซ้ำร้ายยังเจอปัญหาสภาพอากาศที่หนาวเย็นขึ้นในบราซิล และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น จากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนด้วย 

Coffea arabica

เหตุใด โรบัสต้าจึงราคาขึ้นน้อยกว่าอาราบิก้า 

แม้ว่าราคาของกาแฟโรบัสต้าจะเพิ่มขึ้นตีคู่กับราคากาแฟอาราบิก้า แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะในยุคไหนก็ตาม ราคาของโรบัสต้าก็ยังถูกกว่าอาราบิก้าอยู่ดี ทางนี้ก็จะโดยภาพรวมแล้ว กาแฟโรบัสต้าจะมีความด้วยกว่ากาแฟอาราบิก้า ดังนั้นราคาโดยปกติจึงต่ำกว่าอยู่แล้ว ถึงจะทำการปรับปรุงกาแฟโรบัสต้าให้มีคุณภาพมากขึ้น แต่ตลาดกาแฟ specialty ก็ยังไม่ได้มีการนำกาแฟโรบัสต้ามาใช้กัน ถึงจะพยายามดันอย่างเต็มที่ ก็สู้อาราบิก้าไม่ได้อยู่ดี

เนื่องจากไม่มีตลาด และความต้องการของผู้ซื้อในการซื้อโรบัสต้าที่ราคาสูง ในทางกลับกัน หากพยายามดันราคาของโรบัสต้าให้สูงขึ้น ท้ายที่สุดแล้วก็จะไม่มีผู้ซื้อ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว โรบัสต้าจึงถูกผลิตมาในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องของคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรบัสต้ามีราคาถูก กาแฟมีข้อบกพร่องอยู่มาก แม้แต่ในเรื่องของการปลูก การเก็บเกี่ยว และการโพรเซสเอง ก็ยังพยายามใช้ทุนให้ต่ำที่สุด ดังนั้น จึงขายในราคาที่ถูกที่สุด ตลาดก็ค่อนข้างแคบ หากนำมาเทียบกับอาราบิก้าที่ตลาดกว้างมาก

แต่ก็มีโรบัสต้าที่จัดเป็นโรบัสต้าชั้นดี กาแฟจะต้องปราศจากข้อบกพร่อง รวมถึงเรื่องของเชื้อราที่อาจทำให้กาแฟเสียหายได้ แต่ถึงจะบอกว่าเป็นโรบัสต้าชั้นดีแล้ว สุดท้ายก็ยังคงมีตำหนิหรือข้อบกพร่องอยู่ดี กาแฟที่สามารถถูกกำหนดให้เป็นโรบัสต้าชั้นดีได้ ก็ยังคงมีข้อบกพร่อง แต่อาจไม่เกิน 5 อย่าง อาจเป็นเรื่องอย่างเมล็ดกาแฟแตกหักหรือบิ่น 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตไม่ได้ลงทุนในการผลิตโรบัสต้ามากนัก การฝึกอบรม หรือการให้ความรู้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโรบัสต้าก็ยังคงมีน้อย ความรู้ในกาแฟสายพันธุ์นี้ ในหมู่ผู้ผลิตส่วนมากจึงค่อนข้างต่ำ ดังนั้น คุณภาพของโรบัสต้าจึงลดลงอย่างมากตามไปด้วย

ผลผลิตจากต้นกาแฟโรบัสต้านั้นสูงกว่ามาก เมื่อเทียบกับอาราบิก้า และต้นกาแฟเองก็มีความยืดหยุ่น มีความทนทานต่อแมลงศัตรูพืชโรคภัยต่าง ๆ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้มากกว่าด้วย ต้นทุนการผลิตเองก็ถูกกว่ามาก แต่ในเรื่องของรสชาติ นำมาเทียบกับกาแฟอาราบิก้าไม่ได้เลย

ในขณะที่โรบัสต้ามีราคาถูกกว่าอาราบิก้าส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีกาแฟโรบัสต้าชั้นดีบางตัว ที่มีคุณภาพมากขึ้น อาจมีราคาดีกว่าอาราบิก้าพี่เกรดไม่ค่อยดี แต่กาแฟเหล่านั้นก็สามารถพบเห็นได้น้อยมาก ดังนั้นผู้ผลิตจึงมองว่า การลงทุนในโรบัสต้าเป็นอะไรที่ไม่คุ้มค่าและค่อนข้างเหนื่อย นำเงินที่มีไปลงทุนในอาราบิกาชั้นดีน่าจะดีกว่า 

Espresso

ข้อดีของการใช้โรบัสต้าในการเบลนด์

แม้ว่าคุณภาพของโรบัสต้าจะต่ำกว่าอาราบิก้า แต่การใช้โรบัสต้าในการเบลนด์ก็มีประโยชน์อยู่ด้วยเหมือนกัน สำหรับ Espresso Blend ที่ใช้โรบัสต้าร่วมด้วย จะให้ครีม่าที่สวยงามและเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งครีม่าเหล่านี้จะเพิ่มบอดี้หรือ mouthfeel ของเอสเพรสโซได้ดี

นอกจากจะเพิ่มความหนักแน่นแล้ว โรบัสต้ายังเพิ่มความนุ่มนวล ความสว่าง รสของเครื่องเทศ และโทน earthy ได้ด้วย นอกจากนี้ กาแฟโรบัสต้ายังสามารถเพิ่มความขม ความหวาน และความลึกในรสชาติได้ อย่างโรบัสต้าของอินเดีย จะสามารถเพิ่มรสโมลาส (กากน้ำตาล) และความเป็นเครื่องเทศได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันโรบัสต้าของเวียดนามจะเพิ่มรสช็อกโกแลต ข้าวพอง และรสของ leather อันเป็นเอกลักษณ์ได้ด้วย โรบัสต้าในชวาและกัวเตมาลาจะให้รสโกโก้อ่อน ๆ เพิ่มเข้ามา และด้วยรสชาติเหล่านี้ จะทำให้กาแฟเบลนด์ของเรามีรสชาติใหม่ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้แล้ว เครื่องดื่มกาแฟนมส่วนใหญ่ หากนำโรบัสต้าเข้ามาเบลนด์ด้วย จะเป็นการเสริมรสชาติให้ดีขึ้นได้ เครื่องดื่มในหลายภูมิภาคทั่วโลก อย่างในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ยุโรป หรือแม้แต่ในบ้านเราเอง ส่วนมากผู้คนจะนิยมดื่มเป็นกาแฟนม กาแฟโรบัสต้ามีรสชาติที่มีความคลาสสิก และเหมาะสมที่จะนำไปทำกาแฟนมเป็นอย่างมาก โดยจะมีความขมมากกว่า ความเป็นกรดที่น้อยกว่า ซึ่งการใช้นมที่มีบอดี้มาก จะเป็นการเสริมทำให้กาแฟดีขึ้น 

สิ่งนี้มีความแตกต่างจากการใส่นมในอาราบิก้าคุณภาพสูง คือจะทำให้รสชาติของอาราบิก้านั้นหายไป ดังนั้นการใช้ Arabica Blend เพื่อทำคาปูชิโน่ รสชาติที่ได้จึงไม่น่าจะซับซ้อนมากนัก ดีไม่ดีอาจเกิดข้อบกพร่องเสียด้วยซ้ำ บางทีการใช้โรบัสต้า อาจเหมาะสมมากกว่ากับการนำมาทำเครื่องดื่มกาแฟนมเหล่านี้ 

นั่นหมายความว่า ในอนาคต เราจะได้เห็นผู้คั่วกาแฟใช้โรบัสต้าในการเบลนด์เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ จากที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน มีแต่โรงคั่วกาแฟเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เท่านั้น ที่จะใช้โรบัสต้าในปริมาณมากได้ โรงคั่วกาแฟขนาดเล็ก มีอัตราการใช้โรบัสต้าในการเบลนด์กาแฟน้อยกว่า แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างมาระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็เกิดจากราคากาแฟที่สูงขึ้นนี้เอง 

หากจะกล่าวกันถึงกาแฟทั่วไป โรบัสต้าคุณภาพดี ก็ยังคงมีราคาถูกกว่าอาราบิก้าเกรดดีหน่อยอยู่ดี แม้ว่าจะมีแนวทางการดูแล และควบคุมคุณภาพคล้ายคลึงกันก็ตาม ทั้งนี้ก็ด้วยธรรมชาติของสายพันธุ์กาแฟอยู่แล้ว อีกอย่างด้วยภาวะปัจจุบัน ทางต้นขั้วผู้ผลิตกาแฟ ก็พยายามผลักดันโรบัสต้าให้มากขึ้นด้วย 

Robusta coffee

โรบัสต้า ไม่ได้แย่เสมอไป 

แม้ว่าเรื่องของคุณภาพและรสชาติของกาแฟโรบัสต้าจะไม่เป็นที่พึงพอใจเท่ากับอาราบิก้าก็ตาม แต่การพยายามเหมารวมโรบัสต้าทั้งหมด ว่าเป็นกาแฟคุณภาพต่ำและไม่เลือกนำมาใช้อาจทำให้คุณพลาดอะไรบางอย่างไปได้ ดังนั้นเราควรเลิกตีตรา ว่ากาแฟโรบัสต้านั้นเป็นกาแฟที่ด้อยกว่าอาราบิก้า การจะบอกว่าอาราบิก้าเป็นกาแฟคุณภาพสูง และโรบัสต้าเป็นกาแฟคุณภาพต่ำ แบบนี้จะเป็นการประเมินที่ดูง่ายจนเกินไป 

สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักให้ได้คือ ไม่ใช่กาแฟอาราบิก้าทั้งหมดจะเป็นกาแฟคุณภาพ และในทางกลับกัน ไม่ใช่กาแฟโรบัสต้าทั้งหมดจะเป็นกาแฟด้อยคุณภาพ ในส่วนของกาแฟชนิดพิเศษ หรือ specialty นั้น มีการมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงคุณภาพของกาแฟให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วกาแฟที่ถูกนำมาปรับปรุงเหล่านี้จะเป็นกาแฟอาราบิก้า แต่ในปัจจุบัน ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสามารถในการปรับปรุงคุณภาพของกาแฟโรบัสต้า ว่าสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นและเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน 

ด้วยข้อมูลที่มีมากขึ้น บวกกับการโพรเซสแบบใหม่ ๆ ที่มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ และองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นเข้ามา เหล่านี้ช่วยให้เราสามารถปรับปรุงคุณภาพของโรบัสต้าได้ ในเวียดนามและบราซิล มีการปลูกกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย เหล่านี้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการโพรเซสกาแฟ ในอุตสาหกรรมกาแฟในอินเดีย ยังมีวิธีการโพรเซสกาแฟที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย เมื่อเกิดวิธีการใหม่ ๆ หรือนำการโพรเซสแบบพิเศษมาใช้กับโรบัสต้า ยกตัวอย่างเช่น anaerobic robusta มีผู้คนจำนวนมากยอมรับเรื่องนี้ และลองเปิดใจให้กับกาแฟโรบัสต้ามากขึ้น 

ผู้คั่วกาแฟต้องการหากาแฟโรบัสต้าคุณภาพสูงมาใช้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในระดับที่ดี ที่สามารถคัดเลือกกาแฟโรบัสต้าคุณภาพมาใช้งานได้ การสร้างมาตรฐานให้กับกาแฟโรบัสต้า จะสามารถช่วยในการปรับปรุงโปรไฟล์รสชาติของโรบัสต้าให้ดียิ่งขึ้นได้ อีกทั้งยังเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับกาแฟโรบัสต้า ทั้งในอุตสาหกรรมกาแฟ และกับลูกค้าหรือผู้บริโภคกาแฟด้วย

มีการปลูกกาแฟโรบัสต้าที่ยอดเยี่ยมในบราซิล เอกวาดอร์ กัวเตมาลา อินเดีย อินโดนีเซีย ยูกันดา และเวียดนาม ในปัจจุบัน ซึ่งหากเมื่อเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน การปลูกโรบัสต้ายอดเยี่ยมอาจไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะไม่มีคุณภาพเท่านี้เลยก็ได้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยใหม่จริง ๆ 

Coffee Cherry

อนาคตต่อไปของตลาดกาแฟโรบัสต้า 

นอกเหนือจากการผลักดันให้มีการควบคุมโรบัสต้าให้มีคุณภาพมากขึ้น และผลักดันแนวทางการปฏิบัติในด้านการเกษตรที่ดีขึ้น จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอุตสาหกรรมกาแฟนี้ ยังอาจสร้างตลาดใหม่ที่ดีให้กับโรบัสต้าด้วย 

เนื่องด้วยธรรมชาติของกาแฟโรบัสต้าที่จะค่อนข้างมีความแข็งแรงทนทานและมีผลผลิตสูง ที่สำคัญ สามารถที่จะผสมเกสรข้ามพันธุ์ได้ สิ่งนี้เองทำให้โรบัสต้าสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดี 

มีรายงานที่เกิดขึ้นในปี 2022 นี้ กล่าวถึงความคาดหมายในระดับโลกของพืชผลทางการเกษตรต่าง ๆ ได้แก่ กาแฟ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอะโวคาโด ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง และได้รับผลกระทบจากสภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร มีการคาดการณ์ว่า พื้นที่ที่ใช้ในการปลูกกาแฟอาราบิก้า ทั้งในบราซิล เวียดนาม โคลัมเบีย และอินโดนีเซียจะลดลงอย่างมาก ทั้งเรื่องของขนาดพื้นที่และความเหมาะสมในการปลูกภายในปี 2050 สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ย

เมื่อเราลองพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาวะ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และผลผลิตของกาแฟโรบัสต้าที่สูงขึ้น ทำให้โรบัสต้าอาจเป็นทางเลือกที่จะมาแทนที่อาราบิก้าในท้ายที่สุด กาแฟโรบัสต้ายังสามารถปรับปรุงรายละเอียดและคุณภาพในเชิงลึกได้ด้วย โดยการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย 

ยีนส์ของกาแฟโรบัสต้ามีความพิเศษอยู่ คือแต่ละพันธุ์จะมียีน 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน กล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือ รสชาติของโรบัสต้าทั้งสองมีความแตกต่างกัน อีกทั้งอย่างในเรื่องของความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ขนาดของต้นและผลเชอรี่ รวมถึงปริมาณผลผลิตที่ได้แตกต่างกันด้วย ดังนั้นอาจทำให้โรบัสต้ามีความหลากหลายมากขึ้นได้ (ในด้านพันธุ์)

โรบัสต้าบางพันธุ์ยังสามารถถูกพัฒนาให้ลดปริมาณของคาเฟอีนและกรดคลอโรจีนิกบางส่วนลงได้ นั่นทำให้อาจตัดรสขมที่ไม่พึงประสงค์ออกไปได้เล็กน้อย และโดยพื้นฐานแล้ว เมื่อโรบัสต้ารุ่นใหม่ ๆ เกิดขึ้น จะสามารถพัฒนาไปได้ในทุก ๆ รุ่นต่อต่อไป ดังนั้นไม่แน่ โรบัสต้าคุณภาพสูงอาจเป็นทางเลือกที่ราคาถูกกว่าอาราบิก้าคุณภาพต่ำเสียด้วยซ้ำ 

ผู้คั่วกาแฟจำเป็นต้องหาวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจลองหากาแฟชนิดอื่นมาใช้ในการเบลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับโรงคั่วที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบมากกว่า โรงคั่วขนาดเล็กข้อดีที่สำคัญคือมีความยืดหยุ่นมากกว่า 

ในปัจจุบัน ในการแข่งขันใหญ่ ๆ ก็ยังมีการนำโรบัสต้ามาใช้เบลนด์กันอยู่บ้าง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ในการแข่งขัน World Coffee Championships ปี 2021 ดังนั้นการนำโรบัสต้าสำหรับใช้ในการเบลนด์ก็ดูจะเป็นไอเดียที่ดี ในอดีต ประเทศต่าง ๆ อย่าง ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ และสเปน ก็มักจะใช้กาแฟโรบัสต้าเป็นส่วนผสมในกาแฟเบลนด์ แม้แต่ในปัจจุบันเอง โรงคั่วกาแฟจำนวนมากในเมืองใหญ่ ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่ที่มีการเบลนด์กาแฟคุณภาพสูง ก็ยังมีการนำโรบัสต้ามาใช้ด้วย อย่าว่าแต่โรงคั่วกาแฟขนาดใหญ่ แม้แต่โรงคั่วกาแฟ หรือผู้คั่วกาแฟขนาดเล็กเอง ก็ยังชอบที่จะทดลองกาแฟชนิดใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ ในที่นี้รวมถึงกาแฟโรบัสต้าคุณภาพสูงด้วย 

Sort the Coffee

ในปัจจุบัน กาแฟโรบัสต้ามีสัดส่วนตลาดกาแฟโลกอยู่ที่ 30-40 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนเหล่านี้อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต หากสามารถที่จะดันกาแฟโรบัสต้าให้มีคุณภาพสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ อาจทำให้โรบัสต้ากลายเป็นกาแฟคุณภาพสูง ไปจนถึงขั้น specialty และกลายมาเป็นทางออกของวิกฤตกาแฟในครั้งนี้ก็ได้ 

และก็ดูเหมือนว่า ราคากาแฟที่พุ่งสูงขึ้นในทุกวันนี้จะยังไม่ลดลง อย่างน้อยก็เร็ว ๆ นี้ เราจึงอาจเห็นโรงคั่วกาแฟจำนวนมากขึ้น รวมถึงร้านกาแฟหลายร้าน ที่ใช้โรบัสต้าในกาแฟ House Blend ของตัวเอง และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอีกหลายเดือน หรือไม่ก็อีกหลายปีข้างหน้าเลยทีเดียว