กาแฟ nocaf กาแฟคาเฟอีนต่ำ ที่จะเข้ามาแทนกาแฟ decaf

Share on facebook
Share on twitter

หนึ่งเหตุผลหลักที่ใครหลายคนชื่นชอบที่จะบริโภคกาแฟ คือปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั่นเอง มีการสำรวจสถิติในอเมริกาพบว่า ชาวอเมริกันนั้นบริโภคคาเฟอีนเฉลี่ยอยู่ที่ 193 มิลลิกรัมต่อวัน และมีแนวโน้มว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ดังนั้นจึงพยายามลดปริมาณคาเฟอีนในกาแฟ 1 แก้ว เพื่อให้ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟนั้นลดลง

กระบวนการในการสกัดคาเฟอีนออก หรือที่เรียกว่า decaffeination process เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1903 จากเหตุการณ์การขนส่งกาแฟของ Ludwig Roselius เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ได้มีกาแฟส่วนหนึ่งตกลงไปในทะเลอย่างไม่ตั้งใจ สิ่งนี้ทำให้คาเฟอีนในกาแฟลดลง ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนจึงค้นพบว่าสิ่งนี้สามารถที่จะทำให้ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟลดลงได้ กาแฟ decaf จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

และดูเหมือนว่าตลาดกาแฟนี้จะค่อย ๆ เติบโตจากจุดเล็ก ๆ ในปี 2019 นั้น มูลค่าตลาดกาแฟชนิดนี้อยู่ที่ 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแน่นอน พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนได้เปลี่ยนไป จากรายงานของ NCA พบว่า กว่า 68 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรสหรัฐ ต้องการที่จะลดการบริโภคคาเฟอีนลง

Dark Coffee

และด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนจึงหันมาให้ความสนใจพันธุ์กาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในปี 2018 ผู้ชนะการประกวด World Brewers Cup ได้นำเสนอกาแฟพันธุ์ Laurina ในการแข่งขัน ซึ่งกาแฟพันธุ์นี้มีความน่าสนใจอยู่ที่ปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำโดยธรรมชาติ กาแฟพันธุ์นี้เริ่มกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่นาน กาแฟพันธุ์อื่น ๆ ที่มีคาเฟอีนต่ำ ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น และตลาดเฉพาะทางนี้ก็กำลังจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

ทำความรู้จัก กาแฟพันธุ์ Laurina

Bourbon Pointu หรือ Laurina คาดว่าเป็นกาแฟที่เกิดขึ้นจากการกาแฟพันธุ์ Bourbon ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ใน La Réunion ครั้งหนึ่งกาแฟพันธุ์นี้เคยถูกตั้งชื่อว่า Île Bourbon

เกาะ Réunion นั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ ในมหาสมุทรอินเดีย ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่ 16 และเกาะแห่งนี้ก็ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 จนถึงปัจจุบันเกาะแห่งนี้ก็ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอยู่

ต้นกาแฟ Laurina ต้นแรกนั้น ถูกค้นพบบนเกาะ Réunion นี่เอง โดยถูกค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เชื่อกันว่ากาแฟสายพันธุ์อาราบิก้านั้นมาถึงเกาะ Réunion นี้ครั้งแรก โดยเดินทางมาจากที่เยเมน และในที่สุดก็เกิดการเติบโตและกลายพันธุ์มาเป็น Bourbon Pointu (โดยชื่อ Bourbon Pointu เป็นชื่อที่เกษตรกรท้องถิ่นนั้นใช้เรียกกาแฟพันธุ์นี้) ชื่อนี้มาจากคำว่า ‘Pointu’ ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ‘แหลม’ หรือ ‘คม’ ซึ่งเป็นรูปทรงเฉพาะของเมล็ดกาแฟพันธุ์นี้

ในช่วงศตวรรษที่ 20 ก็ได้มีนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Auguste Chevalier ได้ตั้งชื่อกาแฟพันธุ์นี้ว่า Laurina เนื่องจากลักษณะของต้นมีความคล้ายคลึงกับต้น laurel หรือต้นกระวานนั่นเอง

กาแฟพันธุ์ Laurina นั้น ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศบราซิลในช่วงประมาณศตวรรษที่ 19 ในช่วงประมาณปี 1932 นักวิจัยได้เริ่มทำการศึกษากาแฟพันธุ์นี้ โดยผู้ศึกษาคือ Agronômico de Campinas (IAC) การศึกษาได้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปี 1954

ตลาดสำหรับกาแฟ Laurina

จากผลการวิจัยของ IAC ได้ทำการสรุปว่า กาแฟพันธุ์ Laurina นั้น เป็นกาแฟพันธุ์ที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีเท่ากับกาแฟพันธุ์อาราบิก้าอื่น ๆ เหตุผลหลัก ๆ ก็เป็นเพราะระดับคาเฟอีนที่ต่ำตามธรรมชาติของกาแฟพันธุ์นี้

คาเฟอีนนั้นเปรียบเสมือนระบบภูมิคุ้มกันของต้นกาแฟ การที่ต้นกาแฟมีระดับคาเฟอีนต่ำ ทำให้ต้นกาแฟมีความไวต่อการเกิดโรคต่าง ๆ และแมลงต่าง ๆ ด้วย ส่วนมากกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำมักจะตายอย่างรวดเร็วหลังจากที่ปลูกได้ไม่ถึงปี โดยหากไร่กาแฟไร่ไหนนำกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำมาปลูก อาจจะต้องทำการปลูกกาแฟใหม่ในปีถัดไปเป็นอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลย

การผลิตกาแฟ Laurina บนเกาะ Réunion นั้นเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงปี 1800 โดยผลผลิตที่ได้มากถึง 4,000 ตัน 80 ปีต่อมา กาแฟพันธุ์นี้เกือบที่จะสูญพันธุ์ ช่วงแรกกาแฟพันธุ์นี้ได้ส่งออกไปยังประเทศฝรั่งเศสมากมาย อัตราการส่งออกลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1942 มีการบันทึกการส่งออกล่าสุดที่เกิดขึ้น ได้ส่งออกกาแฟพันธุ์นี้เพียง 200 กิโลกรัมเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม การให้ความสนใจในกาแฟพันธุ์นี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ IAC ได้ทำการสร้างกาแฟพันธุ์ใหม่ขึ้น Laurina IAC-870 ได้ถือกำเนิด แต่ในช่วงแรกนั้นกาแฟที่เกิดขึ้นใหม่นี้ใช้เพื่อการวิจัยมากกว่า ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์

Laurina Coffee

ในช่วงปี 1970 ระหว่างที่ IAC ได้ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยกาแฟแห่งชาติ National Coffee Research Institute ใน El Salvador นักวิจัย Yoshiaki Kawashima ได้ค้นพบกาแฟพันธุ์ Laurina อีกครั้ง ต่อมาในช่วงปี 1999 เขาได้เดินทางกลับไปยังเกาะ Réunion จากกาแฟที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ในที่สุดก็ได้พบกับต้น Laurina อีก 30 ต้นในเขตป่าบนเกาะแห่งนี้ ต่อมาเขาได้อุทิศเวลากว่า 8 ปีในการบูรณะกาแฟพันธุ์นี้ขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกัน นักวิจัยอีกกลุ่ม โดย Edgardo Alqipzar ก็ได้ค้นพบต้นกาแฟ Laurina เติบโตในป่าของคอสตาริกาเช่นกัน ในตอนแรกเขาได้ทำการปลูกต้น Laurina เพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นใน Doka Estate, Alajuela หลังจากนั้นไม่นาน จากต้นกาแฟ 2 ต้นก็ได้กลายเป็น 80 ต้น

ในปี 2006 บนเกาะ Réunion ได้มีการผลิตกาแฟ Laurina มากกว่า 2 ตัน กาแฟล็อตแรกถูกขายในญี่ปุ่น ความพยายามของ Yoshiaki Kawashima ในการปลูกและบูรณะกาแฟพันธุ์นี้ประสบความสำเร็จ องค์กร Specialty Coffee Association ของประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศให้กาแฟ Laurina เป็น “กาแฟพรีเมียม” ซึ่งหมายถึงกาแฟที่ไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ เลย

กาแฟพันธุ์ Laurina นั้นยังคงนับว่าเป็นกาแฟที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นกาแฟที่มีปริมาณคาเฟอีนต่ำที่ยอดเยี่ยม ในทางกลับกัน กาแฟ decaf บางตัวยังไม่สามารถที่จะผ่านมาตรฐาน หรือยังไม่สามารถที่จะควบคุมคุณภาพได้ โดยเฉพาะในขั้นตอนของการคั่วที่ค่อนข้างลำบาก

ไม่ใช่แค่กาแฟ Laurina เท่านั้น หากจะกล่าวถึงกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำ ยังมีกาแฟพันธุ์อื่น ๆ ที่มีปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำตามธรรมชาติ แต่ก็ยังคงมีรสชาติที่ดีอยู่ อย่างกาแฟพันธุ์ Aramosa ก็นับเป็นพันธุ์กาแฟที่น่าสนใจ ที่คนนิยมนำมาปลูกเป็น กาแฟคาเฟอีนต่ำ เช่นกัน

ทำไม กาแฟคาเฟอีนต่ำ จึงได้รับความนิยมมากขึ้น

การพยายามผลักดัน กาแฟคาเฟอีนต่ำ ให้มีคุณภาพสูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากประชากรกลุ่มมิลเลนเนียล ในช่วงปี 2017 NCA ได้มีรายงานว่า กลุ่มผู้บริโภคกาแฟ decaf หรือกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีนมากสุด มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้น่าจะเกิดขึ้นจากนิสัยการบริโภคกาแฟตลอดทั้งวันของกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล ซึ่งต่างจากทั่วไปที่จะดื่มกาแฟไม่ช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีบางตลาดหรือในบางพื้นที่ ที่ผู้คนนิยมดื่มกาแฟกันในช่วงเย็น ด้วยเหตุเหล่านี้เองทำให้กาแฟคาเฟอีนต่ำจึงค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ได้มีแบรนด์กาแฟแบรนด์ดังถือกำเนิดขึ้น The Barn ซึ่งเป็นแบรนด์กาแฟที่ขาย กาแฟคาเฟอีนต่ำ โดยจะนำเข้ามาแทนที่กาแฟไร้คาเฟอีน โดยเรียกกาแฟคาเฟอีนต่ำนี้ว่า locaf โดยแบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว กาแฟที่ได้ยังคงเป็นกาแฟคุณภาพ พร้อมกับปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำลงจากกาแฟทั่วไป ทางแบรนด์นั้นได้ทำการใช้กาแฟจากไร่ได้ใช้กาแฟจากไร่ Daterra ในบราซิล ซึ่งเป็นไร่กาแฟที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนากาแฟพันธุ์ Laurina และ Aramosa ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ที่ไร่กาแฟแห่งนี้ได้ทำการค้นคว้าและผลิตกาแฟพันธุ์ Laurina มานานกว่า 13 ปี และได้ทำการจัดการประมูลกาแฟอยู่ตลอด โดยในปี 2018 กาแฟ Laurina ของที่นี่ทำราคาสูงถึง 141.10 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์

ในบราซิลยังได้มีการปลูกกาแฟ Aramosa ซึ่งเป็นกาแฟที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมมาจากกาแฟอาราบิก้า และกาแฟสายพันธุ์หายากอย่าง Coffea Racemosa ซึ่งจุดเด่นคือมีปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว โดยได้มีการนำกาแฟ Aramosa นี้มาโพรเซสด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Honey หรือการทำ Carbonic maceration 

Locaf กับ Decaf

หากเทียบกันแล้ว กาแฟอาราบิก้าปกติมีคาเฟอีนอยู่ที่ 1.4 ถึง 1.8 เปอร์เซ็นต์ แต่กาแฟพันธุ์ Laurina โดยเฉลี่ยมีคาเฟอีนอยู่ที่แค่ 0.2-0.3 เปอร์เซ็นต์ กาแฟ Aramosa มีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 0.7 ถึง 0.8 เปอร์เซ็นต์ กาแฟอาราบิก้าพันธุ์ที่มีคาเฟอีนต่ำทั้งหมด หากเทียบกับพันธุ์กาแฟอาราบิก้าทั้งหมด จะมีอยู่น้อยกว่าครึ่งเลยทีเดียว

Caffeine

ถึงจะเป็นตัวเลขที่ดูน่าทึ่ง ที่พันธุ์กาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำโดยธรรมชาตินั้นมีคาเฟอีนต่ำได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน หรือกาแฟ decaf โดยปกติแล้วการจัดประเภทกาแฟปราศจากคาเฟอีนโดยสหภาพยุโรปนั้น กาแฟจะสามารถมีคาเฟอีนได้อยู่ที่เพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งการขจัดคาเฟอีนออกในปริมาณที่มากขนาดนั้น แต่ก่อนคนไม่ได้รู้ ถึงวิธีการอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งเป็นการใช้เบนซินเป็นตัวทำละลาย ถูกใช้ในช่วงทศวรรษ 1900 จนกระทั่งในที่สุดพบว่า สิ่งนี้เป็นสารก่อมะเร็ง

หลังจากที่ใช้เบนซินและพบถึงผลเสีย ก็เลือกที่จะใช้ตัวทำละลายอื่น ๆ เช่น methylene chloride และ ethyl acetate เพื่อทำให้กาแฟปราศจากคาเฟอีน ถึงแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จะออกมาบอกว่า ตัวทำละลายเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยต่ำถึงขั้นไม่มีอันตรายกับร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นผู้บริโภคก็ยังคงเกิดความกังวลอยู่ดี

มีเทคนิคการขจัดคาเฟอีนออกจากกาแฟโดยที่ไม่ใช้ตัวทำละลาย ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Swiss Water process ถูกใช้ครั้งแรกในช่วงปี 1979 โดยวิธีการจะนำสารกาแฟลงไปแช่ในน้ำ เรียกวิธีการนี้ว่า green coffee extract (GCE) ก่อนที่จะส่งผ่านตัวกรองคาร์บอน ซึ่งจะทำหน้าที่จับคาเฟอีนและทำการขจัดคาเฟอีนเหล่านี้ออก

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัย และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่การใช้วิธีการนี้ก็อาจทำให้คุณค่าของกาแฟลดลง กาแฟที่ได้อาจสูญเสียความเป็นกรด รสหวาน และรถฝาดที่ควรจะเกิดขึ้น ยิ่งคาเฟอีนอยู่ในระดับต่ำเท่าไหร่ รสชาติที่ควรจะเป็นเหล่านี้ก็จะน้อยลงไปเท่านั้น

ดังนั้น หากจะเทียบกาแฟปราศจากคาเฟอีนกับกาแฟที่มีคาเฟอีนต่ำโดยธรรมชาติ กาแฟที่มีระดับคาเฟอีนต่ำโดยธรรมชาติจึงน่าจะดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว หลายคนจึงเลือกกาแฟคาเฟอีนต่ำมากกว่า อย่างน้อยกาแฟนี้ก็ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีใด ๆ ที่จะลดคุณค่าของกาแฟไป

กาแฟ locaf จะมาทดแทนกาแฟ decaf หรือไม่

ความพิเศษและความเฉพาะตัว รวมถึงคุณภาพของกาแฟพันธุ์ Laurina และ Aramosa ซึ่งเป็นกาแฟ 2 พันธุ์หลักที่ใช้ในการผลิตกาแฟคาเฟอีนต่ำ กาแฟ 2 พันธุ์นี้มีศักยภาพมากพอที่จะเติบโตในตลาดกาแฟสเปเชียลตี้ที่กว้างขึ้น ในปี 2016 แบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks ได้ทำการซื้อผลผลิตกาแฟ Laurina ทั้งหมดจากไร่กาแฟแห่งหนึ่งในนิการากัว โดยได้กาแฟไปกว่า 340 กิโลกรัม มีการนำกาแฟนี้ไปจำหน่ายกว่าร้านกาแฟ 20 แห่ง และกาแฟเหล่านี้ขายหมดในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ในปี 2018 แบรนด์กาแฟ The Barn ได้ทำการซื้อกาแฟ Laurina จำนวนมากหลายล็อต เป็นกาแฟที่โพรเซสแตกต่างกัน ทั้งแบบ Washed และ Natural ที่โดดเด่นน่าจะเป็นกาแฟ Laurina แบบ Natural ที่จะให้รสและกลิ่นของฝรั่ง น้ำผึ้ง และพลัม เรียกได้ว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน นั่นหมายความว่า สามารถที่จะผลักดันกาแฟพันธุ์นี้ให้ไปถึงกาแฟสเปเชียลตี้ได้

ในปัจจุบัน แบรนด์ดังแบรนด์นี้ ยังได้นำกาแฟ Laurina มาทดลองโพรเซสด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำ Anelobic Fermination หรือ Carbonic maceration ซึ่งทำให้กาแฟได้ราคาดีขึ้น การนำกาแฟพันธุ์นี้มาทดลองโพรเซสด้วยวิธีการที่แตกต่างกันนี้ ยังเป็นการพัฒนารสชาติของกาแฟ ถึงแม้ว่าระดับคาเฟอีนจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ยังคงสามารถพัฒนารสชาติได้อยู่

และไม่เพียงแค่กาแฟ Laurina เท่านั้น ทางแบรนด์ดังแบรนด์นี้ ยังได้ทำการปลูกกาแฟพันธุ์ Aramosa จำนวนมากกว่าครึ่งเฮกตาร์ และได้ทำการทดลอง นำไปโพรเซสทั้งแบบ Honey และ Anelobic ด้วย

ถึงแม้ทั้งกาแฟพันธุ์ Laurina และ Aramosa จะดูยอดเยี่ยมในฐานะกาแฟซึ่งเป็นตลาดกาแฟคาเฟอีนต่ำ แต่กาแฟทั้ง 2 พันธุ์ก็ยังมีอุปสรรคซึ่งน่าสนใจสำหรับทั้งผู้คั่วและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกาแฟพันธุ์ที่หายาก ดังนั้นจึงค่อนข้างมีราคาที่แพงมาก อีกทั้งยังปลูกยากมากด้วย กาแฟ Laurina นั้นเป็นกาแฟที่อ่อนแอ มีความไวต่อโรค ให้ผลผลิตที่ต่ำ สภาพแวดล้อมที่จะทำให้ต้นกาแฟเติบโตได้ดียังมีจำกัด ต้องปลูกในระดับความสูงที่ค่อนข้างสูง ที่ซึ่งแมลงศัตรูพืช และโรคภัยต่าง ๆ น้อย ด้วยเหตุเหล่านี้เอง กาแฟ 2 พันธุ์นี้จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีทุนน้อย

Coffee in India

ด้วยรสชาติและกลิ่นที่มีคุณภาพ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะดันกาแฟพันธุ์ Laurina และ Aramosa รวมถึงกาแฟพันธุ์อื่น ๆ ที่มีคาเฟอีนต่ำ เข้าสู่ตลาดกาแฟสเปเชียลตี้ อุปสรรคใหญ่ที่สำคัญคือเรื่องของการเจริญเติบโตและราคาที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีตลาดที่ค่อนข้างเล็กมากอีกด้วย รวมถึงการที่จะต้องศึกษากันเพิ่มเติมอีกมาก เมื่อได้รับการศึกษาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น หวังว่ากาแฟพันธุ์เหล่านี้จะถูกลง และสามารถที่จะปลูกกันได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่นั่นก็ต้องสอดรับกับตลาดที่จำเป็นจะต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย