ทำความเข้าใจเรื่องของ Canephora กับ Robusta (โรบัสต้า)

Share on facebook
Share on twitter

โดยภาพรวมส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมกาแฟนั้น กาแฟสายพันธุ์ โรบัสต้า มักเป็นกาแฟที่ถูกมองว่าเป็นกาแฟที่มีคุณภาพด้อยกว่า หากเทียบกับเมล็ดกาแฟอาราบิก้า ความเชื่อที่หลายคนเชื่อกันเกี่ยวกับโรบัสต้าคือ ในกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟนั้นจะไม่มีความละเอียดอ่อนเท่า และรสชาติกาแฟในท้ายที่สุดแล้วก็จะไม่อร่อยเท่ากับอาราบิก้าด้วย ในกระบวนการปลูก โรบัสต้าก็ยังมีราคาที่ถูกกว่า แต่กลับให้ผลผลิตที่มากกว่าและมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่สำคัญมาก ๆ คือ มีความทนทานมากกว่าอารบิก้ามาก ทั้งทนต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งและโรคภัยในพืช ด้วยเหตุนี้เอง กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าจึงมักถูกนำไปเป็นกาแฟเพื่อใช้ในการเบลนด์ จะเพื่อลดต้นทุน หรือใด ๆ ก็ตาม อีกทั้งยังนิยมนำมาใช้ในการทำเป็นกาแฟสำเร็จรูปด้วย

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง หลายครั้งที่เราเห็นชื่อกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า มักจะมีพ่วงด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea Canephora ทั้งสองชื่อนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร แล้วทำไมเราไม่เรียกชื่อ Canephora กันไปเลย จะมาเรียกว่า Robusta กันทำไม แล้วอย่างนี้ มี Canephora อื่นอีกหรือไม่

Canephora Cherry

ในบทความนี้ ผมจะพาคุณมารู้จักกับคำนี้มากขึ้น Canephora คืออะไร และมีความแตกต่างจาก Robusta (โรบัสต้า) อย่างไร กับอีกคำที่น่าสนใจคือ Conilon ทั้งหมด เหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึง Canephora จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปในอนาคต และจะเข้ามามีส่วนช่วย หรือส่งผลกระทบในอุตสาหกรรมกาแฟอย่างไร

Canephora คืออะไร

จากข้อมูลขององค์การกาแฟนานาชาติ International Coffee Organization (ICO) ได้มีตัวเลขบอกไว้ว่า กาแฟ Canephora นั้น คิดเป็นปริมาณถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตกาแฟทั้งหมดในโลก โดยมีการเพาะปลูกอยู่นอกทวีปแอฟริกาตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเกือบ 300 ปีหลังจากที่กาแฟอาราบิก้าเดินทางออกจากทวีปแห่งนี้ ที่น่าสนใจก็คือ ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของกาแฟสายพันธุ์นี้ เรื่องของภูมิหลังทางพฤกษศาสตร์ เรื่องของพันธุ์ และความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับกาแฟอาราบิก้า

ประเทศเวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟ Canephora ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองลงมาคือประเทศบราซิล ในประเทศเม็กซิโกนั้นเป็นประเทศเดียวในแถบละตินอเมริกาที่ผลิตกาแฟ โรบัสต้า ประเทศผู้ผลิตกาแฟ Canephora ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ได้แก่ Ivory Coast (หรือสาธารณรัฐโกตดิวัวร์) อินโดนีเซีย อินเดีย และยูกันดา

หากเปรียบเทียบกาแฟอาราบิก้ากับ Canephora กาแฟ Canephora จะมีความแข็งแรงกว่า ให้ผลผลิตที่มากกว่า ผลเชอรี่จะมีความสุกสม่ำเสมอกว่า นอกจากนี้ตามธรรมชาติ ยังมีปริมาณคาเฟอีนที่สูงกว่า สามารถที่จะเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่สูงกว่า หรือภูมิอากาศในประเทศเขตร้อนกว่า ในระดับความสูงที่ต่ำกว่าด้วย

โดยปกติแล้ว ผู้ซื้อ Canephora/Robusta มากที่สุด จะเป็นผู้คั่ว และบรรดาบริษัทผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก เพื่อนำไปใช้ในการทำกาแฟรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแคปซูล กาแฟเบลนด์ หรือแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ ดังนั้น ความต้องการโรบัสต้าในตลาดจึงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอด ในช่วงปี 2020 มีช่วงที่การส่งออกกาแฟอาราบิก้าลดลง ในตอนนั้นการส่งออกโรบัสต้ากลับสวนทาง คือเพิ่มสูงขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง Robusta และ Conilon

Coffea Canephora เป็นเพียงแค่ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ของกาแฟที่ให้เมล็ดกาแฟที่เราเรียกกันทางการค้าว่า กาแฟโรบัสต้า แต่ก็ยังมี Canephora ที่ผลิตและถูกปลูกในประเทศบราซิล จะถูกเรียกว่า Conilon แม้ว่าจะเป็นพืชที่มีสายพันธุ์เดียวกันก็ตาม แต่ดันถูกจัดกลุ่มทางพันธุกรรมให้อยู่คนละกลุ่มกัน

Conilon นั้น เป็นพืชที่ถูกจัดกลุ่มพันธุกรรมที่เรียกว่า SG1 ในขณะเดียวกัน โรบัสต้าอื่น ๆ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า SG2 โดยพืชสองกลุ่มนี้ สร้างขึ้นจากกลุ่มพันธุกรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มที่เป็นโรบัสต้า ซึ่งมีมากกว่าในตลาด จะครอบคลุมกาแฟโรบัสต้าที่มาจากแอฟริกากลาง ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา ซึ่งก็คือกลุ่ม SG2 

ส่วนกลุ่ม SG1 คือกลุ่มที่ถูกเรียกว่า Conilon ต้นกาแฟในกลุ่ม Conilon นั้นในปัจจุบันถูกปลูกอยู่ในประเทศบราซิล อีกทั้งยังสามารถพบได้ตามเขตแม่น้ำ Kouilou ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คำว่า “Kouilou” นี้เอง ไป ๆ มา ๆ ก็เพี้ยนกลายมาเป็นคำว่า “Konilon” และกลายเป็น “Conilon” ในที่สุด

Robusta Bean

จากที่กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่แหล่งกำเนิดทางพันธุกรรมของต้นกาแฟ Conilon จะมีความแตกต่างจากโรบัสต้าทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์เดียวกัน และยังคงมีลักษณะหลายอย่างที่มีความเหมือนกัน ความแตกต่างเล็กน้อยที่ว่าก็ยังมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ต้นกาแฟ Conilon นั้นจะไม่สูง และมีพุ่มใหญ่เท่ากับต้นโรบัสต้าทั่วไป Conilon ยังเติบโตเร็วกว่า มีใบที่เล็กกว่า และทนต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่า

มีอยู่บ่อยครั้งที่พืชทั้ง 2 กลุ่มนี้ถูกปลูกรวมกัน นี่ทำให้เห็นความแตกต่างของพืชทั้งสองได้อย่างชัดเจน อย่างในบราซิล ผู้ผลิตบางรายเลือกที่จะปลูก Conilon และโรบัสต้าร่วมกัน ซึ่งต้นกาแฟทั้งสองจะเติบโตในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน กาแฟ Conilon นั้นจะเติบโตในช่วงปลายฤดูฝน นี่เองทำให้ผู้ผลิตสามารถที่จะปลูกพืชได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพอย่างมากอีกด้วย

Canephora Hybrid

ความท้าทายและความยากของ การทำกาแฟ Canephora Hybrid คือ กาแฟสายพันธุ์ Canephora นั้นจะมีการปฏิสนธิแบบเปิด นั่นหมายความว่า จะไม่มีสายพันธุ์กาแฟที่บริสุทธิ์เหมือนกับอาราบิก้า สิ่งนี้เองทำให้ยากต่อการติดตามประวัติทางพันธุกรรมของพันธุ์ไฮบริดบางพันธุ์ แต่ก็ยังมีอาราบิก้าบางพันธุ์ ที่มียีนมาจากสายพันธุ์ Canephora ยกตัวอย่างเช่น Icatu, Sarchimos และ Catimor

Canephora คุณภาพ

โดยปกติทั่วไปแล้ว กาแฟ Canephora นั้น จะใช้ในการทำกาแฟเบลนด์เพื่อช่วยเพิ่มความหนัก บอดี้ และคาเฟอีน โดยการนำมาเบลนด์กับกาแฟอาราบิก้าเพื่อทำเป็นเครื่องดื่ม หากเลือกใช้ Canephora คุณภาพสูง ก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพของเครื่องดื่มนั้นไปด้วย บอดี้จะมีความหนักแน่นมากขึ้น หากนำมาทำเอสเพรสโซ ก็จะมีครีม่าที่สวยงามขึ้นด้วย รวมถึงจะสามารถชูรสชาติที่โดดเด่นของ Canephora ออกมาได้

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้มาเลือกดูกาแฟตามลักษณะของพันธุกรรม หรืออาจไม่ได้มาสนใจว่าจะเป็นกาแฟอะไรเบลนด์กับกาแฟอะไร จะเป็นกาแฟที่มีหรือไม่มีคุณภาพหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องมาตัดสินกันที่รสชาติ ว่าผู้บริโภคนั้นชอบหรือไม่ชอบกาแฟอะไร แต่อย่างน้อยการปรับปรุง Canephora ให้มีคุณภาพสูง ก็มั่นใจในระดับหนึ่งแล้วว่า กาแฟจะออกมามีประสิทธิภาพและยอดเยี่ยม

โรบัสต้าคุณภาพสูงกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในภาคกาแฟ อย่างที่บอกไปว่า ผู้คนชอบกาแฟรสชาติดี โดยส่วนใหญ่ไม่มาถามหาด้วยซ้ำว่าเป็นกาแฟสายพันธุ์อะไร นอกจากในเรื่องของพันธุ์และสายพันธุ์กาแฟแล้ว ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ได้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น การจัดการพืชผลการผลิต การเก็บเกี่ยว และการโพรเซส แม้แต่กาแฟ Canephora ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เยี่ยมยอดเท่ากับอาราบิก้า แต่ก็มีการระมัดระวังและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการโพรเซส เพราะหากระบบการจัดการไม่ดีและไม่มีคุณภาพแล้ว เชื่อว่าไร่กาแฟหรือผู้ผลิตนั้นก็คงอยู่ไม่รอดเหมือนกัน

แต่ก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงแม้เราจะดันกาแฟให้มีคุณภาพมากเท่าไหร่ ก็ยังมีความท้าทายและอุปสรรคในตัวเองอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การจะได้มาซึ่ง Canephora คุณภาพสูงนั้น ในเรื่องของการเก็บเกี่ยวก็จะต้องทำการเก็บเกี่ยวมือด้วยตนเองเหมือนกับอาราบิก้า การเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรอาจจะทำลายผลเชอรี่ได้ อีกทั้งต้น Canephora ยังมีกิ่งก้านมากมาย การใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอาจจะไปทำลายต้นไม้ด้วยอีก

Canephora Robusta Plant

การเติบโตของ Canephora Specialty

ผู้ผลิตบางรายเริ่มเล็งเห็นว่า เมื่อพิถีพิถันในการเพาะปลูกและการโพรเซสกาแฟโรบัสต้า กาแฟสายพันธุ์นี้ก็สามารถที่จะผลักดันให้ไปเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ได้เช่นเดียวกัน อาราบิก้าคุณภาพจะให้ผลผลิตที่ยอดเยี่ยม กาแฟมีความเข้มข้น หนักแน่น หรือแบบอ่อนนุ่มก็มี มีความเป็นกรดที่สูง ให้ความหวานในระดับที่เหมาะสม และมีความขมต่ำ Canephora จะแตกต่างกัน Canephora คุณภาพนั้นมีรสชาติที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งรสชาติยังคงค้างอยู่ในคออย่างยาวนาน ความเป็นกรดต่ำ ความขมปานกลาง บางคนถึงกับบอกว่า มีกลิ่นของเครื่องเทศ ดอกไม้ และผลไม้ เช่น แตงโม วอลนัท ลูกจันทร์เทศ และโกโก้อยู่ด้วย ด้วยความแตกต่างแต่มีคุณภาพนี้เอง จึงน่าสนใจที่จะดัน Canephora ดู

กาแฟ Canephora สามารถนำมาโพรเซสหลากหลาย สามารถนำมาทำ dry หรืออาตนำมาหมัก หรืออื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันกับกาแฟอาราบิก้าได้ แต่ในเรื่องของระยะเวลาของแต่ละขั้นตอน ก็จะมีความแตกต่างกัน เนื่องด้วยลักษณะของผลผลิตมีความแตกต่างกัน (แม้แต่ในอาราบิก้าคนละพันธุ์กัน ยังต้องควบคุมปัจจัยให้แตกต่างเลย) นอกจากนี้ในเรื่องของกระบวนการคั่วก็ต้องมีความแตกต่างกันด้วย เนื่องจากผลเชอรี่ของ Canephora มีปริมาณน้ำตาลที่ต่ำกว่ามาก มีกรดที่น้อยกว่า และมีเนื้อมากกว่า

ในปี 2010 สถาบันคุณภาพกาแฟ Coffee Quality Institute ได้ทำการเปิดตัวโครงการ Q robusta ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพยายามคัดเกรดโรบัสต้าที่มีคุณภาพ ซึ่งโครงการนี้ถูกดัดแปลงมาจากโครงการคัดเกรดอาราบิก้าของ SCA ที่ประเทศบราซิล โดยสมาคมกาแฟพิเศษบราซิล Brazil Specialty Coffee Association ได้มีผู้ผลิตที่ปลูก Canephora เป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2018 แล้ว และในที่สุดก็ได้ทำการจัดการประกวด Canephora Cup of Excellence ขึ้น

Specialty Robusta ที่ผลิตในพื้นที่ของป่าอเมซอนใน Rondônia ประเทศบราซิล เป็นผู้ผลิตเจ้าแรกในโลกที่ได้รับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Geographic indication (GI) นั่นหมายความว่า กาแฟโรบัสต้าของที่นี่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ว่ามีคุณสมบัติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของตัวพื้นถิ่นกำเนิด นอกจากที่บราซิลแล้ว ยังมีการผลิต Canephora คุณภาพสูงในหลายประเทศเช่น กานา เอกวาดอร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย รวมถึงในบ้านเราด้วย

อนาคตของ Canephora

World Coffee Research และ ICO ได้ทำการพัฒนาโครงการวิจัยและศึกษา เพื่อทำให้กาแฟ Canephora มีศักยภาพและคุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเปลี่ยนความคิดที่ว่า “กาแฟโรบัสต้าเป็นกาแฟคุณภาพต่ำ” ของผู้บริโภค อีกทั้งด้วยภาวะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และภาวะโลกร้อนที่กำลังจะปะทุขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อกาแฟอาราบิก้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นการมุ่งเน้นผลักดันกาแฟโรบัสต้าจึงจำเป็น เนื่องด้วยความแข็งแรงที่มีมากกว่านี้เอง

การทดลองและการวิจัยล่าสุดที่ดำเนินการโดย Embrapa ได้ทำการสร้างกาแฟ Canephora ขึ้นมาใหม่ ซึ่งกาแฟสามารถเจริญเติบโตได้ที่ระดับความสูงและสภาพอากาศที่มีความแตกต่างกัน สิ่งนี้เองทำให้พืชสามารถขยายพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกได้ Canephora ตัวที่ทำการวิจัยและพัฒนาอยู่นี้ สามารถที่จะเติบโตได้ในระดับความสูงตั้งแต่ 500-1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และในพื้นที่ที่มีความสูงมาก ที่มีอากาศที่ค่อนข้างเย็นกว่า Canephora ที่ได้ยังให้รสชาติและกลิ่นของผลไม้บางอย่าง ให้ผลเชอรี่ที่หวานและผลใหญ่ขึ้น ในอินเดียก็ได้มีการวิจัยศึกษา และผลที่ได้คือการประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

นอกจากในอุตสาหกรรมกาแฟ ความต้องการกาแฟ่าอาจเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ด้วยปริมาณคาเฟอีนที่สูงโดยธรรมชาติของกาแฟ Canephora เอง ยังทำให้เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างพวกการนำไปทำเป็นอาหารเสริม หรือเครื่องดื่มให้พลังงานต่าง ๆ ด้วย

Canephora Flower

ถึงจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่เราก็จะเห็นได้ว่า กาแฟสายพันธุ์ Canephora ที่มีอยู่มากมายหลากหลายพันธุ์ ก็ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ (เหมือนกับกาแฟอาราบิก้า) เรายังไม่ได้นำกาแฟพันธุ์ต่าง ๆ ของ Canephora มาทำการศึกษากันมากพอ ถึงจะมีการศึกษากันบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย และยังไม่ส่งผลกระทบในวงกว้างอยู่ดี ทางที่ดี ค่อย ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับ Canephora หรือโรบัสต้าไปทีละน้อยดีกว่า

และหากได้รับการผลักดันมากขึ้นแล้ว ทางผู้ซื้อ ผู้ค้า และผู้คั่วกาแฟ ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาข้อมูล และทำงานร่วมกับทีมวิจัยเพื่อให้ได้ Canephora ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้นในอนาคต