การ เก็บกาแฟ เพื่อเพิ่มคุณภาพ

Share on facebook
Share on twitter

การ เก็บกาแฟ อย่างเหมาะสม เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการรักษาความสดใหม่และคุณภาพของเมล็ดกาแฟ เมื่อกรีนบีน หรือสารกาแฟสัมผัสกับความชื้น ความร้อน หรือแสงมากจนเกินไป เมล็ดกาแฟของเราอาจมีกลิ่นเหม็น และอาจจะเก่าเร็วขึ้นมาก หรืออาจจะมีตำหนิ หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจเกิดเชื้อราขึ้นทั้งหมด 

การจัดเก็บสารกาแฟเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับกาแฟของเราแล้ว กาแฟเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องทิ้งทันที ไม่สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ซึ่งอาจทำให้คุณภาพของกาแฟลดลง

การจัดเก็บสารกาแฟเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการเก็บเพื่อรอนำไปทำในกระบวนการต่อไปเพียงเท่านั้น บางคนยังนำสิ่งนี้มาใช้เป็นเทคนิค เพื่อให้กาแฟได้สามารถพัฒนารสชาติต่อ จนมันกลายเป็นการหมักบ่มเมล็ดกาแฟมากกว่าการเก็บไว้เฉย ๆ มีเทคนิคต่าง ๆ มากมายที่ผู้คนมักจะใช้ในการเก็บ หรือการหมักบ่มกาแฟ วิธีการที่เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในท้องตลาด ก็เห็นจะเป็น barrel-aging ซึ่งทำให้เมล็ดกาแฟออกมามีความโดดเด่นมากขึ้น และนิยมใช้อย่างมากทั่วทั้งอุตสาหกรรม

Coffee in Bags

เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นที่นิยมขึ้นมา สิ่งสำคัญที่ควรจะตั้งคำถามกันตอบก็คือ วิธีการหมักบ่มกาแฟที่สร้างความแตกต่างนี้เป็นอย่างไร มีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ หรือสามารถพัฒนารสชาติให้หลากหลายกว่านี้ได้หรือไม่ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันเรื่องเกี่ยวกับการเก็บกาแฟ รวมถึงการหมักบ่มกาแฟด้วย

กาแฟที่เปลี่ยนไป

โดยทั่วไปแล้ว ความสดใหม่ของกาแฟจะเป็นตัวที่กำหนดรสชาติ และกลิ่น ที่เราสามารถลิ้มรสได้เมื่อเรานำกาแฟผ่านกระบวนการทั้งหมด แล้วนำมาชงดื่มในขั้นสุดท้าย เราจะรู้ทันทีว่ากาแฟตัวนั้นเก่าหรือสดใหม่เมื่อเราดื่ม หากเป็นกาแฟที่มีความสดใหม่ รสชาติที่ได้จะมีความซับซ้อนกว่า และมีความสดชื่นมากกว่า

รู้หรือไม่ว่า สารกาแฟ หรือกรีนบีนนั้น จะสามารถคงความสดได้นานกว่ากาแฟคั่วแล้ว หรือก็คือ สามารถที่จะเก็บได้นานกว่า โดยเฉลี่ย สารกาแฟจะสามารถถูกเก็บได้เป็นเวลาตั้งแต่ 6-12 เดือนหลังจากกระบวนการเก็บเกี่ยวและการโพรเซสเรียบร้อย ซึ่งค่อนข้างนานเลยทีเดียว

กลับกัน กาแฟที่ผ่านกระบวนการคั่วแล้ว จะสามารถเก็บได้เป็นเวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งลดลงมามากเลยทีเดียว เนื่องจากเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้วจะมีความผันผวน และความเสถียรน้อยกว่ากรีนบีน เราต้องทำความเข้าใจในกระบวนการคั่วกาแฟ กระบวนการนี้จะเป็นการทำให้เกิดแก๊สในเมล็ดกาแฟ ซึ่งแก๊สส่วนใหญ่ในเมล็ดกาแฟจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สเหล่านี้ช่วยให้กาแฟคั่วสามารถคงความสดอยู่ได้ แต่แล้วแก๊สเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ ออกจากเมล็ดกาแฟไปทีละน้อย โดยอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากการคั่วเมล็ดกาแฟเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเก็บไว้นานวันเข้า ความสดใหม่ในเมล็ดกาแฟก็จะหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว เนื่องจากความไม่เสถียรมากกว่า และมีตัวแปรสำคัญอยู่หลายตัว นอกจากนี้ สารประกอบระเหยง่ายจะเสื่อมคุณภาพลง ทำให้เมล็ดกาแฟเกิดกลิ่น และลักษณะอันไม่พึงประสงค์ อย่างรสชาติกาแฟจะมีลักษณะแบนราบ หรือเมล็ดกาแฟอาจเหม็นหืนได้

ยิ่งกาแฟถูกเก็บไว้นานเท่าไหร่ คุณภาพของเมล็ดกาแฟก็จะลดลงไปเท่านั้น สิ่งนี้ตรงข้ามกับการเก็บไวน์ ซึ่งยิ่งใช้เวลาเก็บนาน ไวน์ก็จะทำการบ่มตัวเองต่อไปอีก คุณภาพของไวน์ก็จะยิ่งมากขึ้น

เมื่อเมล็ดกาแฟถูกเก็บไว้นานขึ้น สารประกอบที่ไม่ละลายน้ำบางชนิดก็จะเพิ่มสูงขึ้น อย่าง lignin ซึ่งสารนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการย่อยสลายต่อไป นอกจากนี้แล้ว บรรดาสารที่ให้กลิ่นต่าง ๆ ก็จะเสื่อมลง เนื่องจากกระบวนการออกซิเดชัน จะเสื่อมลงเร็วหรือช้าเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน และกระบวนการนี้ยังทำให้เกิดรสชาติใหม่ที่อาจไม่เคยมีมาก่อนในกาแฟตัวนั้น ๆ

โดยเฉพาะกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว เมื่อถูกเก็บไว้นานขึ้น สารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ เช่นเซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส จะรวมตัวกับลิพิด หรือไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ และผ่านเข้าไปในเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เกิดรสชาติในกาแฟที่เป็นรสชาติไม่พึงประสงค์ รสชาติจะมีลักษณะแบน และมีกลิ่นเหม็นหืน

ในขณะเดียวกัน หากเป็นกาแฟที่ถูกเก็บอยู่ในรูปของกรีนบีน อาจจะมีกลิ่นของกระสอบที่เก็บกาแฟซึมเข้ามา หรือกลิ่นกระดาษ หรืออาจได้กลิ่นเนื้อไม้ด้วยก็ได้ นอกจากนี้ ความเป็นกรดก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ นั่นทำให้รสชาติของกาแฟมีแนวโน้มที่จะแบนราบเหมือนกัน

ในกรีนบีนนั้น เรายังพอที่จะอนุมานได้บ้าง ว่าเมล็ดกาแฟนั้นถูกเก็บมานานเท่าไหร่ โดยสังเกตจากลักษณะและสีของเมล็ดกาแฟที่เปลี่ยนแปลงไป หากว่ามีสีเข้มขึ้น หรืออาจเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ เราก็สามารถอนุมานได้ว่าเมล็ดกาแฟเหล่านี้ถูกเก็บไว้นานมาก ในทางกลับกัน เมล็ดกาแฟที่สดใหม่กว่า จะมีลักษณะเป็นสีเขียวอมเทา

Green Bean in Bag

วิธีการดูกาแฟเก่า

ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ว่ากาแฟที่เราเก็บไว้มีอายุมากน้อยเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็สามารถระบุได้คร่าว ๆ โดยทั่วไปแล้ว กาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว ยิ่งถูกเก็บไว้นานมากขึ้น รสหวานที่อยู่ในกาแฟจะน้อยลง ความเป็นกรดก็จะน้อยลง บอดี้ก็จะมีความเบาบางลงด้วย นอกจากนี้ เราอาจได้รสและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ อย่างกลิ่นของกระดาษ หรือกลิ่นของไม้ที่มีลักษณะแห้ง กลิ่นเหล่านี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราเก็บกาแฟ และวิธีการที่เราเก็บรักษากาแฟด้วย

ทีนี้มาสังเกตกรีนบีนกันบ้าง กรีนบีนที่ค่อนข้างเก่ากว่า อาจจะมีขนาดเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย หากเทียบกับกรีนบีนที่มีความสดใหม่มากกว่า แต่ถึงจะมีขนาดเพิ่มขึ้นมา ก็ยังมีความหนาแน่นน้อยกว่ากรีนบีนที่มีความสดใหม่ ซึ่งปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่จำเป็นต้องพิจารณาเมื่อจะหยิบกาแฟเหล่านี้มาคั่ว

ข้อสังเกตอีกอย่างสำหรับกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว เมื่อนำกาแฟเก่ามาคั่ว เมล็ดกาแฟจะค่อนข้างมีความมันเงามากกว่า เนื่องจากมีการปล่อยน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดกาแฟออกมาในกระบวนการคั่ว และจะค่อย ๆ ปล่อยมาเคลือบผิวหน้ากาแฟมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเป็นกาแฟเก่ายิ่งปล่อยออกมามาก

กาแฟคั่วกับสารกาแฟ

ถึงแม้ว่ากาแฟเก่าเก็บ ไม่ว่าจะในรูปแบบของกรีนบีนหรือกาแฟคั่วแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าเมล็ดกาแฟจะสูญเสียรสชาติและกลิ่นหอมไปทั้งนั้น แต่ก็ยังมีความแตกต่างอยู่หลายอย่างระหว่างกาแฟทั้งสอง

ในรูปแบบกรีนบีนนั้น หากเป็นกรีนบีนที่สดใหม่ มักจะเป็นกาแฟจากผลเชอรี่ที่ถูกเก็บเกี่ยวทันที และนำมาโพรเซสทันทีหลังจากที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว ในทางกลับกัน กรีนบีนที่ไม่ค่อยสด มักจะได้มาจากผลเชอรี่ที่หลงเหลือจากกระบวนการเก็บเกี่ยวในฤดูที่แล้ว เมล็ดกาแฟที่ได้ก็จะเก่ากว่ากรีนบีนที่มาจากผลเชอร์รี่ที่เก็บเกี่ยวในฤดูปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป แม้จะเป็นเมล็ดกาแฟที่ได้มาจากผลเชอรี่ในฤดูที่แล้ว แต่ก็ยังคงคุณภาพสูงได้ หากกาแฟนั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ในทางกลับกัน เราก็สามารถพบลักษณะอันไม่พึงประสงค์ได้ จากเมล็ดกาแฟที่เก็บเกี่ยวในฤดูเช่นเดียวกัน หากได้รับการดูแลไม่ถูกต้องและไม่ดี

ในกาแฟที่ผ่านกระบวนการคั่วแล้ว เมื่อเมล็ดกาแฟเริ่มเก่าลง ความสดใหม่ก็จะค่อย ๆ หายไป ดังนั้น ผู้ที่คั่วกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดากาแฟพิเศษต่าง ๆ จึงแนะนำให้ชงกาแฟเหล่านี้ดื่มภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากวันที่คั่ว เพื่อที่จะได้สัมผัสกับรสชาติ และกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟอย่างเต็มที่

แต่การหยิบเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่มาชงดื่มเลย ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่นัก กาแฟจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาสั้น ๆ อยู่ที่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ เพื่อทำการคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วน ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการคั่ว สิ่งนี้เรียกว่า การ dagssing หากเป็นในกรณีนี้ เมล็ดกาแฟของเราจะถือว่าสดใหม่จนเกินไป การที่เราหยิบเมล็ดกาแฟเหล่านี้มาชงดื่มเลย อาจทำให้รสชาติออกมาอย่างไม่เต็มที่ และอาจมีรสที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงนี้ สามารถที่จะไปสกัดกั้นการสกัดสารต่าง ๆ ที่จำเป็น เหตุนี้เราจึงต้องปล่อยให้กาแฟของเราได้ทำการ degassing ก่อน

การ เก็บกาแฟ เพื่อพัฒนารสชาติ

อย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่า การเก็บกาแฟในระยะเวลาที่นาน มักจะทำให้คุณสมบัติอันไม่พึงประสงค์บางอย่างออกมา แต่ก็มีเทคนิคการเก็บกาแฟอยู่เหมือนกัน ที่ทำให้รสชาติและกลิ่นในกาแฟเปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสียด้วย

Barrel-aged

เทคนิคเหล่านี้ถูกใช้กันมานานกว่าหลายศตวรรษแล้ว ในหลาย ๆ ประเทศ อย่างในประเทศอินเดีย และบนเกาะสุมาตรา ตัวอย่างที่น่าสนใจที่ชัดเจนที่สุดคือวิธีการที่เรียกว่า Monsoon Malabar ซึ่งจะทำการปล่อยให้เมล็ดกาแฟที่เก็บเกี่ยวแล้ว นำมาตากฝนและลมมรสุมตามแนวชายฝั่งของ Malabar ซึ่งจะใช้เวลาอยู่ที่ระหว่าง 3-4 เดือนเลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือ รสชาติของกาแฟดีขึ้น มีความ earthy และ spicy มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีบอดี้ที่เพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การเก็บกาแฟ หากจะมองในอีกรูปแบบหนึ่ง เราอาจมองเป็นการหมักบ่มกาแฟก็ได้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น กาแฟก็จะไม่ได้มีคุณภาพต่ำลง แต่กลับมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยซ้ำ และหากจะนำกาแฟเหล่านี้มาบ่ม สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรู้คือ กาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว ไม่สามารถนำมาบ่มได้ ยกตัวอย่างเทคนิคยอดนิยม อย่างการนำกาแฟมาทำ barrel-aged ก็จะใช้กาแฟที่ยังคงอยู่ในลักษณะกรีนบีนมาทำ เนื่องจากกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว มีความไม่เสถียรมากกว่า และมีปัจจัยต่าง ๆ ที่ควบคุมไม่ได้มากเกินไป อีกทั้งรสชาติของกาแฟ ได้รับการพัฒนาเรียบร้อยแล้วในระหว่างกระบวนการคั่ว

การ aging หรือการหมักบ่ม หนึ่งในขั้นตอนการโพรเซส

กรรมวิธีการโพรเซสรูปแบบหนึ่งที่ทำกันมาอย่างช้านาน คือการเก็บกาแฟ หรือการนำกาแฟเหล่านั้นมาหมักบ่ม ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิธีการแบบพื้นเมือง วิธีการนี้ถูกใช้บนเกาะชวาในอินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในภูมิภาค  Malabar ในอินเดีย ตัวอย่างรูปแบบการโพรเซสที่ชัดเจนที่สุด คือการโพรเซสแบบ Monsoon Malabar ในอินเดีย

วิธีการโพรเซสวิธีการนี้ จะเป็นการปล่อยให้เมล็ดกาแฟโดนกับฝนและลมมรสุมเป็นเวลานาน และปล่อยให้กาแฟมีความชื้น ทำให้เมล็ดกาแฟบวมน้ำ และสูญเสียความเป็นกรดที่เคยมีอยู่เดิม เพื่อให้กาแฟมีบาลานซ์แบบใหม่ที่น่าสนใจ กระบวนการนี้อาจกินเวลาหลายเดือน จากนั้นจึงนำเมล็ดกาแฟเหล่านั้นมาทำให้แห้ง นำมาทำการคัดเกรด ก่อนที่จะนำมาพักเพื่อเตรียมตัวในขั้นต่อไป

กรรมวิธีนี้จะใช้เวลาในการเก็บกาแฟประมาณ 2-4 เดือน แต่ก็ยังมีในบางภูมิภาค หรือในบางวิธีการ ใช้เวลาในการเก็บกาแฟครั้งละหลายปีก็มีอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น บนเกาะสุมาตรา ผลลัพธ์ที่ได้คือ กาแฟจะมีบอดี้ที่หนามาก และความเป็นกรดแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย

หลายประเทศ หรือในหลายแหล่งปลูกที่ใช้วิธีการนี้ (ส่วนมากจะเป็นแหล่งปลูกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) นั่นหมายความว่า กาแฟเหล่านี้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังไม่สามารถที่ใครจะทำซ้ำและลอกเลียนแบบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ไหนของโลกก็ตาม

ถึงแม้วิธีการเก็บกาแฟเหล่านี้ หรืออาจเรียกได้ว่าวิธีการหมักบ่มเมล็ดกาแฟ จะเป็นวิธีการที่ค่อนข้างกินเวลาอย่างยาวนาน แต่ส่วนมากวิธีการนี้จะใช้ผลผลิตแบบปีต่อปี ยกตัวอย่างเช่น อาจเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงต้นปี จะทำการเก็บกาแฟ หรือทำการหมักบ่มภายในปีนั้น ๆ จะไม่ใช้เมล็ดกาแฟที่เก่ากว่านั้น หรือล็อตที่เก็บเกี่ยวกันคร่อมล็อต ซึ่งจะทำให้ได้กาแฟที่เก่าจนเกินไป

กาแฟ Barrel-aged

ช่วงหลังมานี้ มีวิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเรามักจะเห็นการโพรเซสแบบนี้ในกาแฟแก้วโปรดของเราอยู่บ่อย ๆ วิธีการนั้นคือ การโพรเซสกาแฟแบบ Barrel-aged

วิธีการคือ การนำกรีนบีนลงไปบ่มไว้ในถังที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มแล้ว อย่างวิสกี้ ไวน์ หรือรัม หรืออาจเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ เนื่องจากตัวกรีนบีนมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อย่างมาก ดังนั้น ถังไม้ที่ใช้ในการบรรจุกาแฟนี้ จึงส่งผลต่อรสชาติกาแฟอย่างแน่นอน

กรรมวิธีการโพรเซสแบบ Barrel-aged นี้ ก็เปรียบเสมือนการปรุงแต่งรสชาติเมล็ดกาแฟ กาแฟจะทำการดูดซับกลิ่นหอมอันเข้มข้น และความชื้นของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หลงเหลืออยู่ภายในถังไม้ ดังนั้น รสชาติที่ได้ จะเป็นรสชาติของเครื่องดื่มนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากนำไปหมักในถังไวน์ เราอาจจะได้กลิ่นขององุ่นเพิ่มขึ้นมาด้วย

กระบวนการนี้ ส่งผลให้กาแฟมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์และมีความเฉพาะ อย่างการนำไปหมักในถังไวน์ รสชาติที่ได้จะเป็นรสชาติผลไม้ที่มีความเข้มข้นสูง บวกกับมีรสชาติของการหมักอย่างเต็มที่ กาแฟที่ใช้ส่วนมากจะเป็นการโพรเซสแบบ natural มาก่อน อาจจะได้รสชาติอื่น ๆ ปะปนมาด้วย อย่างดาร์กช็อกโกแลต เชอรี่ แยมสตอเบอรี่ หรือไม้โอ๊ค

บางคนมองว่า การนำกาแฟมาบ่มในถังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ เปรียบเสมือนการยกระดับกาแฟไปอีกขั้นหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือ จะต้องมีกาแฟคุณภาพสูงเป็นฐานก่อน และลักษณะเฉพาะที่จะได้ต่อไปนี้ทำให้รสชาติของกาแฟมีความแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นรสชาติที่หาได้แค่จากการหมักบ่มเท่านั้น

ส่วนในเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการหมักบ่มกาแฟ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นที่อยู่ในถังไม้ และสุดท้าย กาแฟเหล่านี้จะถูกนำมาคั่ว ตั้งแต่ระยะ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนหลังจากที่กระบวนการหมักบ่มจบลง

และข่าวดีก็คือ ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิตมากมาย ที่ได้ทดลองวิธีการหมักบ่มกาแฟแบบต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้ในอนาคต เราจะมีกาแฟดื่มกันมากยิ่งขึ้น และมีความหลากหลายเฉพาะตัวมากขึ้นด้วย

Coffee and Alcohol

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราจะเห็นว่า การเก็บกาแฟไว้นั้น สามารถที่จะเป็นการลดคุณภาพของกาแฟหากเก็บอย่างผิดวิธี ในทางกลับกัน ก็สามารถที่จะเพิ่มคุณภาพของกาแฟได้มากมายหลายเท่า หากนำมาเก็บอย่างถูกวิธี วิธีการนำมาหมักบ่มก็เป็นส่วนสำคัญในการให้รสชาติและสัมผัสใหม่ ๆ ในกาแฟของเรา และอย่างที่เราบอกไป ไม่ได้แปลว่ากาแฟที่เก็บไว้นานจะมีคุณภาพต่ำเสมอไป

ยิ่งเรารู้ถึงเทคนิค และวิธีการที่ใช้ในการโพรเซสกาแฟมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสนุกและเข้าใจกาแฟที่เราดื่มมากยิ่งขึ้น และยิ่งเป็นเทคนิคการหมักบ่มกาแฟที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในปัจจุบัน น่าจะทำให้เรามีความสุขกับการดื่มกาแฟมากขึ้นด้วย แต่ก็เหมือนกับอาหารและเครื่องดื่มหลายอย่าง รสชาตินี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับทุกคน บางคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบ จะให้ได้ลองกอดแล้วค่อยตัดสิน ไม่แน่คุณอาจจะชอบแบบนี้ก็ได้ หรืออาจนำมาลองทำกาแฟนมดู รับรอง ไม่ว่าใครก็น่าจะถูกใจไม่ยาก