การนำเทคโนโลยี มาใช้ใน อุตสาหกรรมกาแฟ

Share on facebook
Share on twitter

ยุคแห่งคลื่นลูกที่สามของกาแฟ คือยุคทองแห่งกาแฟ เป็นยุคที่ผู้ผลิตกาแฟจะใส่ใจกาแฟของตนเองในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคั่วกาแฟ หรือการสกัดกาแฟให้ออกมายอดเยี่ยม ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ผู้บริโภคกาแฟ ในยุคแห่งคลื่นลูกที่สามนี้ ยังให้ความสำคัญกับเทคนิคต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการผลิตกาแฟออกมา ตั้งแต่ต้นทางของเกษตรกร โรสเตอร์ รวมถึงบาริสต้าผู้ชงกาแฟด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผู้คนจะนิยม และชื่นชอบกาแฟคราฟต์กันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ได้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย ในปัจจุบัน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างบาริสต้า โรสเตอร์ รวมถึงผู้ผลิตกาแฟ ตลอดจนถึงผู้บริโภค ต่างต่างพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกาแฟที่พวกเขาชง คั่ว ปลูก และดื่มมากขึ้นกว่าเดิม คำถามสำคัญเกิดขึ้นมากมาย เหตุใดวงการกาแฟในปัจจุบันจึงได้เติบโตขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเช่นนี้ และอนาคตของอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

วันนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี ที่นำมาใช้ใน อุตสาหกรรมกาแฟ เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เร่งทำให้การเติบโตใน อุตสาหกรรมกาแฟ นี้ สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่าน

Espresso 2 shots

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อช่วงประมาณ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พัฒนาการทางเทคโนโลยีเรียกได้ว่าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2000 ประชากรโลกไม่ถึง 7 หกเปอร์เซ็นต์ สามารถที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เป็นประจำ ใช้เวลาเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น ในปี 2021 มีตัวเลขที่น่าสนใจจาก Statista ประมาณการว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 409 พันล้านคน ซึ่งสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้เป็นประจำ ซึ่งคิดเป็นกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในโลก

อินเทอร์เน็ตเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น เทคโนโลยีเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นตามไปด้วย ใน อุตสาหกรรมกาแฟ นี้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งได้มีเทคโนโลยีพัฒนา และใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่วิธีการในการคั่วกาแฟแบบใหม่ ไปจนถึงวิธีในการสกัดกาแฟ และในที่สุด เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ภาคกาแฟก็พัฒนาขึ้นตามไปด้วย และในตลอดห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมนี้ เทคโนโลยีก็มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้มันนำมาใช้ในการปรับปรุงหลายอย่าง

การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยอาศัยหลักการ business-to-consumer (B2C) ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นับได้ว่ามีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการใช้ระบบ point of sale (POS) หรือแม้กระทั่งป้ายดิจิตอลที่อยู่ภายในร้านกาแฟ

แค่เรื่องของการนำจอดิจิตอลมาใช้ ก็ส่งผลกระทบในทางบวกต่อร้านกาแฟเป็นอย่างมากแล้ว ยกตัวอย่างในร้านกาแฟดัง ๆ จะมีจอดิจิตอล แสดงให้เราเห็นว่า สินค้าของเราอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว แล้วเมื่อถึงคิวของเรา จเหล่านั้นจะแสดงผล เราก็สามารถไปรับสินค้าของเราได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

หรือแม้แต่การใช้หน้าจอเหล่านี้ในครัว หรือในส่วนของบาริสต้าหน้าบาร์ เพื่อที่จะสามารถให้แน่ใจว่า จะทำเมนูออกมาได้ถูกต้องตามที่ลูกค้าต้องการ และช่วยเพิ่มความรวดเร็วหน้าบาร์ได้เป็นอย่างมาก และนี่คือสองตัวอย่างเล็ก ๆ ของการใช้เทคโนโลยีเล็ก ๆ ในร้านกาแฟ

เทคโนโลยีนี้ช่วยให้บาริสต้า สามารถที่จะทำความเข้าใจได้ตรงกับลูกค้า และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าคำสั่งซื้อเหล่านี้จะถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ก็จะสามารถจัดเตรียมสินค้าเหล่านี้ได้อย่างเชี่ยวชาญ

อีกตัวอย่างที่อยากจะยกไม่ให้ดู คือการสั่งซื้อกาแฟทางออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากในยุคปัจจุบันนี้ ยอดขายกาแฟออนไลน์พุ่งขึ้นสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคระบาดใหญ่ จากการวิจัยของสมาคมกาแฟแห่งชาติ ในเรื่องของผลกระทบของโรคระบาดใหญ่ในครั้งนี้ ต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้านกาแฟ พบว่า อัตราการเติบโตของตลาดกาแฟอีคอมเมิร์ซ พุ่งสูงขึ้นถึง 38 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา

การระบาดใหญ่ ทำให้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมกาแฟหยุดชะงักหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวิกฤติการระบาดใหญ่ที่เราเพิ่งผ่านไปไม่นานมา บีบให้ธุรกิจกาแฟจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น และเป็นตัวเร่งการพัฒนาธุรกิจกาแฟไปอีกขั้นนึงเลย มีข้อมูลรายงานจาก State of the Industry Report ประจำปี 2021 ของ National Restaurant Association ระบุว่า กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจกาแฟในสหรัฐอเมริกา มีการลงทุนทางเทคโนโลยีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องเผชิญกับปัญหาในช่วงการระบาดใหญ่ นั่นรวมถึงการทำร้านกาแฟแบบออนไลน์ หรือการใช้แอพพลิเคชั่นในการช่วย การชำระเงินผ่านมือถือ หรือแม้แต่บริการจัดส่งรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า เหตุการณ์การระบาดใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้เกิดกระบวนการนี้เร็วขึ้น จากการที่มันจะค่อยเป็นค่อยไป กลายเป็นถูกบังคับให้เกิดขึ้นภายในทันที

roasted coffee beans

เนื่องจากร้านกาแฟ และโรงคั่วกาแฟต่างต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม ในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ผู้คนกังวลกันมากขึ้น เป็นผลให้หลายแบรนด์จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาบรรดาดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างง่ายมากขึ้น โดยที่ยังคงรักษามาตรการเว้นระยะห่างไว้

การที่จะดื่มกาแฟ หลายคนชื่นชอบเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้นั่งอยู่ในร้านกาแฟ ร้านกาแฟหลายร้านตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้ จึงพยายามที่จะเลียนแบบประสบการณ์ร้านกาแฟ แต่มาทำในรูปแบบของออนไลน์แทน การที่ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน ไม่สามารถที่จะให้ประสบการณ์เหมือนที่ดื่มที่ร้านได้แน่นอน การใช้โซเชียลมีเดียในการเชื่อมต่อกัน ระหว่างร้านกาแฟกับผู้บริโภค หรือแม้แต่ระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง จึงเกิดขึ้น ดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงเป็นส่วนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่จะสามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วม และสามารถที่จะอัพเดทข้อมูลซึ่งกันและกันได้

และเทคโนโลยีเหล่านี้ ยังอำนวยความสะดวกในการสนทนาที่เปิดกว้างได้มากยิ่งขึ้นระหว่างพนักงานด้วยกัน ซึ่งสามารถที่จะช่วยปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของลูกค้าได้ การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารกับทีมเป็นสิ่งที่สำคัญ หากทีมมีการสื่อสารอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ก็สามารถที่จะมีเวลาจดจ่อมากขึ้นในเรื่องของการทำกาแฟให้มีคุณภาพได้

สังคมไร้เงินสด

ในช่วงยุคที่มีการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ ได้มีแกนนำเทคโนโลยีการทำร้านกาแฟออนไลน์มาใช้ แต่เรื่องนั้นก็เป็นเหมือนสิ่งชั่วคราว ท้ายที่สุดเมื่อเราเริ่มที่จะรับมือกับโรคระบาดนี้ได้แล้ว เทคโนโลยีที่ใช้ในการชั่วคราวนั้นก็ค่อย ๆ หายไป แต่ก็มีบางอย่าง ที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือการใช้วิธีการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัส ที่ไม่เพียงแต่ในร้านกาแฟเท่านั้น แต่เราใช้กันเป็นเรื่องปกติไปแล้วจนในทุกวัน

ในปี 2020 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่มีผู้ทำธุรกรรมเงินสดลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ สาเหตุหลักมาจากผู้คนให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย และในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น และถึงแม้ว่าเราจะเริ่มรับมือกับโรคระบาดนี้ได้แล้ว แต่การที่ไม่ใช่เงินสดในการซื้อของ หรือทำธุรกรรม ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนแต่อย่างใด เทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาใช้ในร้านกาแฟส่วนใหญ่แล้ว อันที่จริงต้องบอกว่าแทบจะทั้งหมด เราสามารถจ่ายเงินในช่องทางออนไลน์ได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและอำนวยความสะดวกให้กับเราเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่การซื้อสินค้าเหล่านี้ทางออนไลน์ และการชำระเงินผ่านทางออนไลน์เลยก็มีเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ง่ายและใคร ๆ ก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้

ในต่างประเทศ นิยมที่จะใช้ระบบการแตะบัตร แต่ในบ้านเราจะใช้อีกวิธี อาจจะเป็นการสแกนจ่าย หรือการโอนผ่านทางช่องทางบัญชีธนาคารโดยตรง

ในเรื่องของการบริการลูกค้าก็เปลี่ยนไปมาก ทุกอย่างแต่เดิมเราจะเห็นร้านกาแฟมากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องมีที่ตั้งร้านอย่างชัดเจน แต่ไม่น่าเชื่อว่า ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้มีร้านกาแฟที่เปิดขายเองตามริมทาง หรือแม้แต่ร้านกาแฟที่เปิดขายตามช่องทางเดลิเวอรี่ต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเราเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีให้เห็นอยู่มาก โดยในปี 2020 มีการสำรวจร้านกาแฟเหล่านี้ มียอดขายรวมเพิ่มขึ้น 521เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ทั้งนี้ก็เนื่องจากผู้คนไม่อยากไปแออัดในร้านกาแฟ และต้องการที่จะเว้นระยะห่างกับผู้คน

แต่อย่างที่บอกไป การใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นสั่งอาหาร หรือบริการเดลิเวอรี่ต่าง ๆ ได้รับความนิยมเนื่องจากผู้คนต้องการที่จะเว้นระยะห่างนี้เอง มีตัวเลขที่น่าสนใจมาฝาก มีการสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมปี 2021 แอพพลิเคชั่นสั่งอาหารและเครื่องดื่ม มียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และมีร้านค้าที่เปิดใหม่มากมายบนแพลตฟอร์ม ทั้งนี้รวมถึงร้านกาแฟด้วย

อุตสาหกรรมกาแฟในวงกว้าง กับการนำเทคโนโลยีมาใช้

แม้ว่าที่กล่าวไปข้างต้นนี้ จะเน้นไปที่เรื่องของการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี ที่นำมาใช้ในร้านกาแฟต่าง ๆ แต่ก็ไม่เพียงแค่นั้น เทคโนโลยียังถูกนำมาใช้มากขึ้นในภาคของการผลิตกาแฟ และในส่วนของการคั่วกาแฟ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การคั่วกาแฟ

แม้ว่าในเรื่องของการคั่วกาแฟนั้น จำเป็นที่จะต้องอาศัยทักษะเชิงปฏิบัติ และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ และการคั่วกาแฟเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะสามารถทำให้กาแฟที่คั่วออกมานั้นมีคุณภาพสูง แต่ก็มีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการคั่วกาแฟ ซึ่งมีอัตราการเพิ่มมากขึ้นในตลอดหลายปีที่ผ่านมาอยู่ด้วย

มีจำนวนโรสเตอร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี และได้มีการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อที่จะควบคุม และพัฒนาการคั่วให้ได้มากขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ที่นำมาใช้นี้ สามารถที่จะตรวจจับขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาการคั่วได้ ยกตัวอย่างเช่น first crack ได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้ ซึ่งการที่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ เท่ากับสามารถที่จะทำให้คุณภาพกาแฟดีขึ้น และสม่ำเสมอได้ด้วย

Coffee Roaster

ตัวอย่างหนึ่งของการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า First Crack Prediction ของ Cropster ซึ่งจะมีการกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อไหร่ที่ first crack ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้โรสเตอร์สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวแปรการคั่วได้อย่างแม่นยำ และสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

การผลิต

เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ มีการพึ่งพาเทคโนโลยีในด้านของการผลิตมาอย่างยาวนาน มีการใช้เครื่องในการเก็บเกี่ยวกาแฟ ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกในประเทศบราซิลในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อช่วยผู้ผลิตในการคัดเลือกผลเชอร์รี่ที่สุกแล้ว และไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีอย่างมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

มีการใช้โดรน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการผลิตกาแฟมาก เนื่องจากไร่กาแฟจำนวนมากนั้นมีขนาดใหญ่ ผู้ที่ทำไร่กาแฟอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออาจจะเป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ยากอย่างภูเขา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากที่จะสามารถกำหนดขอบเขตของฟาร์ม ด้วยการเดินเท้าหรืออาจเป็นยานพาหนะบางประเภท โดรนสามารถที่จะเข้าถึงในจุดที่เกษตรกรสามารถที่จะเข้าถึงได้ยาก

การเพิ่มขึ้นของแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน ที่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตกาแฟนะ ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการทำไร่กาแฟ ตัวอย่างแพลตฟอร์มเช่น Yara’s Coffee Club สามารถที่จะติดตามตัวแปรต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เช่น ระดับของสารอาหารที่อยู่ในดิน และปริมาณปุ๋ยที่ใช้ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถที่จะปรับปรุงคุณภาพของกาแฟ

นอกจากนี้ ได้มีเทคโนโลยีล่าสุด คือการใช้เทคโนโลยี AI ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจถึงคุณภาพของเมล็ดกาแฟได้มากขึ้น แทนที่จะให้เกษตรกรนำเมล็ดกาแฟเหล่านั้นไปคั่ว แล้วจึงนำมาคัปปิ้งเพื่อหารสชาติ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ มีการใช้เซ็นเซอร์อินฟราเรด เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “fingerprint” ของกาแฟ ซึ่งจะทำหน้าที่ประเมินระดับของสารประกอบอินทรีย์ที่อยู่ในเมล็ดกาแฟเหล่านั้น

เทคโนโลยี กับเรื่องของความยั่งยืน

นอกจากที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และความสม่ำเสมอในกระบวนการผลิตกาแฟได้แล้ว ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ยังสามารถที่จะปรับปรุงในเรื่องของ กระบวนการการผลิตกาแฟอย่างยั่งยืนได้ด้วย

ทั่วทั้งอุตสาหกรรมกาแฟใน มีความต้องการของผู้บริโภค เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบย้อนหลัง และให้ความสำคัญในเรื่องของการโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผู้คนต้องการที่จะทราบข้อมูล เกี่ยวกับพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกกาแฟที่พวกเขาดื่ม ทั้งนี้ยังอยากที่จะรู้จักผู้ผลิต บางคนถึงกับจำเป็นที่จะต้อง ว่าบรรดาเกษตรกรได้เงิน หรือได้รายได้อย่างเหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

ในที่สุด เทคโนโลยีก็ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้มากขึ้น ในการจัดเก็บข้อมูลที่หลากหลายจากทั้งห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งยังสามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ยังสามารถที่จะรู้ถึงข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเงินที่เกษตรกรได้รับ สำหรับกาแฟหนึ่งแก้วที่ผู้บริโภคดื่ม

แต่วิธีการล่ะ เราจะใช้วิธีการใดที่จะให้ผู้บริโภคสามารถที่จะรู้ข้อมูลของกาแฟที่พวกเขาดื่มอยู่ได้ จะให้ผู้ผลิตมาบอกข้อมูลของกาแฟเลย ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ง่าย ดังนั้นในร้านกาแฟบางแห่ง จึงทำการใช้เทคโนโลยีที่เราน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือคิวอาร์โค้ด โดยในหลายร้าน มีการวางการ์ด ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ดอยู่ เมื่อผู้บริโภคสแกนคิวอาร์โค้ดนั้นเข้าไป ก็จะพบกับข้อมูลของกาแฟที่พวกเขาดื่ม

แม้ว่าคิวอาร์โค้ดนี้จะถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่กลับได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งการมีคิวอาร์โค้ดนี่เอง เป็นช่องทางในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีการสำรวจพบว่า  ตั้งแต่ช่วงปี 2018-2020 ในสหรัฐอเมริกา มีการใช้รหัสคิวอาร์โค้ดเพิ่มขึ้น เป็นตัวเลขสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เราจะพบว่า ทั้งอุตสาหกรรมกาแฟจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย และคาดว่าจะมีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมกาแฟได้เลย ไม่ใช่แค่ในเรื่องของที่กล่าวมานี้ ยังมีเรื่องอื่นที่เราสามารถหยิบมาคุยกันได้อีก ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์กาแฟ หรือการรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบในภาคการผลิตกาแฟค่อนข้างสูง

Honey Process

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องรอดูกันต่อไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เกิดการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็น มาถึงอิทธิพลของเทคโนโลยี ต่อทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ในอุตสาหกรรมกาแฟเท่านั้น แต่แทบจะทุกอุตสาหกรรมเลยด้วยซ้ำ จากแต่เดิมที่การใช้เทคโนโลยีจะค่อย ๆ เติบโตขึ้น กลายเป็นว่าการระบาดใหญ่ในครั้ง กลับไปเร่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องดีก็ได้